กองทุนน้ำมันฯ จ่อทะลุติดลบ 1 แสนล้านบาท สภาพคล่องวิกฤติหนัก “พลังงาน” จ่อถอยอุดหนุนราคาน้ำมัน ลุ้น “คลัง-พลังงาน” เคาะแผนเงินกู้โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน-หวังหั่นสรรพสามิตช่วยพยุง สนค.เผยน้ำมันดันเงินเฟ้อ ก.ย.แตะ 2.82% ปรับกรอบทั้งปี 1.8-2.2%
KEY POINTS
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเผชิญวิกฤตสภาพคล่องอย่างหนัก โดยสถานะล่าสุดติดลบทะลุ 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลและ LPG อย่างต่อเนื่อง
- เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง กองทุนฯ ได้เริ่มทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล โดยลดภาระการจ่ายชดเชยจากเดิมที่เคยสูงถึงวันละ 700 ล้านบาท เหลือ 375 ล้านบาทต่อวัน
- กระทรวงพลังงานเตรียมปรับแผนเข้าสู่มาตรการทยอยลดการชดเชย (Exit Strategy) เพื่อชะลอการไหลออกของเงินกองทุนฯ และกำลังรอทิศทางนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
- มี 3 ข้อเสนอหลักเพื่อพยุงกองทุนฯ ในระยะต่อไป ได้แก่ การขอส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่ม, การเสนอให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตดีเซล และการเสนอให้มีการกู้เงินรอบใหม่โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน
สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงหลังการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น และกลุ่มประเทศ G7 ระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน รวมถึงข้อมูลการขนส่งทางเรือแสดงให้เห็นว่าค่าเฉลี่ย 7 วันของการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางวันที่ 1 ต.ค.2569 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 18.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนสงครามที่มีปริมาณส่งออกเฉลี่ย 18 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ทั้งนี้ ปริมาณดังกล่าวรวมการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง การส่งออกจากท่าเรือ และการถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือในอ่าวโอมาน แม้ว่าจะมีการโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม
ส่วนสถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นกลไกหลักในการดูแลราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศกำลังวิกฤติสภาพคล่องหนักหลังติดลบทะลุ 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากภาระอุดหนุนราคาน้ำมันและ LPG ต่อเนื่อง
ขณะที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับแผนเข้าสู่มาตรการทยอยลดการชดเชย (Exit Strategy) เพื่อชะลอการไหลออกของเงินกองทุนฯ พร้อมรอทิศทางนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ล่าสุดสถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเกิน 100,000 ล้านบาทแล้ว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ณ วันที่ 4 ต.ค.2569 ที่ระบุว่ากองทุนน้ำมันฯ ติดลบ 98,942 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ 58,429 ล้านบาท และบัญชีแก๊สหุงต้ม (LPG) ติดลบ 40,513 ล้านบาท
ทยอยลดอุดหนุนเหลือ 375 ล้านต่อวัน
ทั้งนี้ เพื่อรักษาสภาพคล่องไม่ให้วิกฤติไปกว่านี้ โดยกองทุนน้ำมันฯ เริ่มลดสัดส่วนการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ โดยล่าสุดลดภาระการจ่ายชดเชยเหลือ 375 ล้านบาทต่อวัน จากช่วงก่อนหน้าที่เคยอุดหนุนสูงถึง 700 ล้านบาทต่อวัน
สำหรับการลดการอุดหนุนก่อนหน้านี้ทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดล่าสุดที่ลิตรละ 0.75 บาท ลดการอุดหนุนกองทุนน้ำมันที่ต้องควักจ่ายระดับ 100-200 ล้านบาทต่อวัน
แหล่งข่าว กล่าวว่า การลดเงินอุดหนุนถือเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ทำได้ทันที หากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงจะไม่กระทบราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ แต่หากตลาดโลกปรับขึ้นอาจกระทบราคาในประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ จะพยายามดูแลไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป
“ตลอดช่วงเวลาของสงครามตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันฯ ต้องควักเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 5-6 บาท ส่งผลให้กองทุนฯ มีเงินไหลออกสูงถึงวันละกว่า 700 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าการขาดดุลเดือนละกว่า 20,000 ล้านบาท และเมื่อลดอัตราการอุดหนุนลงเหลือราว 2-3 บาทต่อลิตร ช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ลงได้เหลือวันละ 300-400 ล้านบาท” แหล่งข่าว กล่าว
3 ข้อเสนอพยุงกองทุนน้ำมันฯ
ดังนั้น แนวทางพยุงราคาน้ำมันและรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันฯ รัฐบาลดำเนินการผ่าน 3 กลไกหลัก เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องระยะต่อไป โดยกองทุนน้ำมันฯ เตรียมมาตรการตามแผนรองรับวิกฤติการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงและแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ ฉบับใหม่ ได้แก่
1.เสนอให้เพิ่มส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท เพื่อแก้ปัญหากองทุนน้ำมันฯ รับภาระหนัก โดยดึงส่วนต่างค่าการกลั่นหรือลดราคาหน้าโรงกลั่นลงเพิ่ม
2.เสนอรัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตดีเซลอย่างน้อย 2 บาทต่อลิตร เพราะนอกจากการดึงเงินจากโรงกลั่นแล้วรัฐบาลควรลดภาษีสรรพสามิตดีเซล ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บระดับ 6 บาทต่อลิตร แม้กระทรวงการคลังไม่ต้องการสูญเสียรายได้รัฐ แต่ในภาวะวิกฤติที่ทุกฝ่ายเดือดร้อนและกองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนัก รัฐบาลต้องยอมเสียสละรายได้บ้างในระดับเหมาะสม
3.เสนอการกู้เงินรอบใหม่โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งเคยดำเนินการเมื่อครั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน 100,000 ล้านบาท ซึ่งการให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากวงเงินกู้เดิม 20,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการรองรับภาระการขาดดุลระดับ 100,000 ล้านบาท
“มาตรการทั้งหมดกำลังรอนโยบายและความชัดเจนจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเคาะทิศทางและอนุมัติแผนดำเนินการอย่างเป็นทางการ” แหล่งข่าว กล่าว
ห่วงราคาผันผวน “ฤดูหนาว-ภูมิรัฐศาสตร์”
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยประเมินว่ายังมีความผันผวนสูง แม้คาดว่าในระยะต่อไปราคาอาจย่อตัวลงบ้างแต่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยต้องจับตาปัจจัยกดดันสำคัญในอีก 1 เดือนข้างหน้าเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งตามสถิติความต้องการใช้พลังงานจะพุ่งสูงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลักจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะท่าทีและการดำเนินมาตรการของสหรัฐต่ออิหร่าน ขณะที่ปัจจัยฝั่งเศรษฐกิจโลก คาดว่าจีนจะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก
แผนบริหารหนี้ไร้กู้เงินกองทุนน้ำมัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 29 ก.ย.2569 เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะปี 2570 ประกอบไปด้วย แผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วย 3 แผนหลัก ได้แก่ แผนการก่อหนี้ใหม่ 1.26 ล้านล้านบาท, แผนการบริหารหนี้เดิม หรือการปรับโครงสร้างหนี้ 1.9 ล้านล้านบาท และแผนการชำระหนี้ 580,000 ล้านบาท
ขณะที่แผนการบริหารหนี้สาธารณะปี 2570 ยังไม่มีแผนการพิจารณาการค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมัน
ก่อนหน้านี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ไทยมีเครื่องมือดูแลราคาพลังงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การขอความร่วมมือนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันมาลดราคาน้ำมัน และการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
รวมทั้งที่ผ่านมายังไม่นำมาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาใช้ เนื่องจากจะทำให้รายได้รัฐลดลง ขณะที่รายจ่ายยังสูงจะส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินชดเชยอยู่ดี
อย่างไรก็ดี หากจำเป็นต้องนำเครื่องมือด้านภาษีสรรพสามิตมาใช้ รัฐบาลกำลังพิจารณาเงื่อนไขมุ่งเน้นกลุ่มน้ำมันบางประเภท เช่น E20 และ B20 ที่มีส่วนผสมเอทานอลและไบโอดีเซลสูง เพื่อให้ผลประโยชน์การลดภาษีอยู่กับเกษตรกรไทย เนื่องจากน้ำมัน E20 ใช้เอทานอลผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ส่วนไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันปาล์ม
น้ำมันดันเงินเฟ้อ ก.ย.แตะ 2.82%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินเฟ้อเดือน ก.ย.2569 สูงขึ้น 2.82% โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังทรงตัวระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ กระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความยึดเยื้อขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหารสด อาทิ ไข่ไก่ ไก่สด ผักสด
ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 1.54%
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สนค.ปรับกรอบประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จากเดิม 1.5-2.5% เป็น 1.8-2.2% (โดยมีค่ากลางคงเดิมที่ 2.0%) เนื่องจากราคาพลังงานยังทรงตัวระดับสูงจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหมวดพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่สมทบ (Contribution) ในอัตราเงินเฟ้อถึง 1.85 หรือคิดเป็นกว่า 60%
ขณะที่ปัจจัยหนุนเงินเฟ้อช่วงที่เหลือของปีทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การส่งผ่านต้นทุนไปราคาอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป ผลกระทบโดยตรงจากค่าเดินทาง รวมถึงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อผลผลิตเกษตร และความต้องการผักสดช่วงเทศกาลกินเจ ขณะที่ปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อลดลง ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และกลุ่มสินค้าของใช้ส่วนบุคคลที่มีแนวโน้มลดลง





