กองทุนน้ำมันฯ หนี้จ่อทะลุแสนล้านบาท จ่อชงแผนกู้เงินรอบใหม่ โดยขอกระทรวงการคลังค้ำประกัน ลุย Exit Strategy ลดชดเชย เน้นช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
KEY POINTS
- กองทุนน้ำมันฯ คาดว่าหนี้จะพุ่งแตะระดับ 100,000 ล้านบาทในต้นเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากมีภาระจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันเฉลี่ยวันละ 700 ล้านบาท
- กองทุนฯ เตรียมเสนอขอกรอบวงเงินกู้ใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาท หลังจากวงเงินกู้เดิม 20,000 ล้านบาทถูกใช้จนหมดแล้ว โดยจะขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน
- มีแผนพิจารณาทางเลือกในการลดการชดเชยราคาน้ำมัน (Exit Strategy) และปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางแทนการชดเชยทั่วไป
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานะและแนวทางการบริหารจัดการหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยคาดว่าภาระหนี้ติดลบจะพุ่งแตะระดับ 100,000 ล้านบาท อย่างแน่นอนภายในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ จากปัจจุบันที่ติดลบอยู่นานกว่า 90,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากกองทุนฯ มีภาระต้องจ่ายชดเชยเฉลี่ยวันละประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังคงผันผวนและอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
กู้เดิม 2 หมื่นล้านเกลี้ยง ชงกรอบกู้ใหม่แตะแสนล้าน
แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับวงเงินกู้เดิมจำนวน 20,000 ล้านบาท ที่ดำเนินการกู้มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งละ 10,000 ล้านบาทนั้น ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้ชดเชยและชำระหนี้จนหมดเรียบร้อยแล้ว ทำให้กองทุนฯ ต้องเตรียมดำเนินการตามแผนรับมือวิกฤต (Crisis Plan) ด้วยการจัดหากรอบวงเงินกู้เพิ่มขึ้น
ในการกู้เงินรอบใหม่ จำเป็นต้องกำหนดวงเงินให้ครอบคลุมภาระหนี้ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะต้องขอวงเงินกู้ประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยเทียบเคียงกับกรอบวงเงินเดิมในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่เคยตั้งไว้ราว 150,000 ล้านบาท โดยกำหนดรูปแบบการเบิกจ่ายเงินกู้แบบทยอยเบิก และจำเป็นต้องให้กระทรวงการคลังเข้ามาช่วยค้ำประกันการกู้เงินให้แก่กองทุนน้ำมันฯ
สำหรับเงื่อนไขการกู้เงินในเบื้องต้น วางโครงสร้างระยะเวลาการกู้ไว้ที่ 5 ปี โดยมีระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้นในช่วง 2 ปีแรก โดยจะจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียว แล้วจึงเริ่มชำระคืนเงินต้นในปีที่ 3 ถึงปีที่ 5
เปิดทาง Exit Strategy ลดชดเชย ช่วยเฉพาะกลุ่ม
นอกจากมาตรการกู้เงินแล้ว แหล่งข่าวระบุว่า กองทุนฯ กำลังพิจารณาทางเลือกการถอนตัวจากการชดเชยราคา หรือ Exit Strategy ด้วยการลดการจ่ายเงินชดเชยลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวสูงขึ้นและกระทบต่อประชาชน
ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงต้องเร่งหารือร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงานและรัฐบาลเพื่อเตรียมเสนอแนวทางลดผลกระทบ เช่น การพิจารณานโยบายด้านน้ำมันชีวภาพ รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากการชดเชยทั่วไปมาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกันก็มองว่ามาตรการลดภาษีสรรพสามิตอาจผ่านจุดที่เหมาะสมไปแล้ว จึงควรเน้นการใช้วิธีอื่นในการบริหารจัดการหนี้อย่างยั่งยืนแทน
ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572” และ “แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572” เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการพลังงานของประเทศให้พร้อมรับความผันผวนของตลาดโลก ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า เชื้อเพลิงชีวภาพถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากสามารถผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ และนำมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยทดแทนการใช้น้ำมันจากต่างประเทศบางส่วน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 จึงกำหนดให้การรองรับการเปลี่ยนผ่านของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือบริหารจัดการพลังงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ยังวางกรอบการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและลดผลกระทบต่อประชาชนเมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยต้องคำนึงถึงฐานะและสภาพคล่องของกองทุน รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
การเพิ่มบทบาทของเชื้อเพลิงชีวภาพยังช่วยเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับภาคการเกษตร เนื่องจากวัตถุดิบสำคัญสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศเพียงด้านเดียว
“ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ไทยมีศักยภาพ เพราะเราสามารถผลิตวัตถุดิบได้ภายในประเทศ นำมาใช้ทดแทนการนำเข้าพลังงานบางส่วน และช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว





