เปิดเผยแผนรับมือวิกฤตราคาพลังงาน งัด 5 เครื่องมือรับมือ "หนี้กองทุนน้ำมัน" พุ่งแสนล้าน ยันยังรับมือไหว ชี้กู้เงินชี้เป็นทางเลือกสุดท้าย ย้ำเรียนรู้บทเรียนปี 65 ประเมินราคาน้ำมันผ่านจุดพีคแล้ว
KEY POINTS
- กระทรวงพลังงานเปิด 5 เครื่องมือหลักในการบริหารจัดการหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท จากเดิม 65,000 ล้านบาท
- เครื่องมือทั้ง 5 ประกอบด้วย 1) ใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกันชน 2) หักผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่น (รวม 28,000 ล้านบาท) 3) ปรับลดภาษีสรรพสามิต 4) จัดหาและสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และ 5) แผนรองรับวิกฤตการณ์ที่ผ่าน ครม. แล้ว
- โฆษกกระทรวงฯ ยืนยันว่ากองทุนฯ ยังไม่มีวิกฤตสภาพคล่อง โดยมีเงินสดในมือราว 10,000 ล้านบาท และยังไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มในขณะนี้
- ภาระการจ่ายเงินชดเชยรายวันลดลงจากช่วงวิกฤตที่เคยสูงถึงวันละ 1,000–2,000 ล้านบาท เหลือเพียงวันละ 316 ล้านบาท (น้ำมัน 289 ล้านบาท และ LPG 27 ล้านบาท)
- การกู้เงินจะถูกใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น โดยอ้างอิงบทเรียนปี 2565 ที่หนี้เคยพุ่งสูงถึง 130,000 ล้านบาท แต่กองทุนฯ ก็สามารถบริหารจัดการและฟื้นฟูฐานะได้ด้วยตัวเอง
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ทำการทบทวนการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานใหม่ และจัดทำ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยกระทรวงฯ เดินหน้าใช้ 5 เครื่องมือหลัก ในการบริหารจัดการและบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชน แบ่งเป็น
1. กองทุนน้ำมันฯ ทำหน้าที่เป็นกันชน เพื่อลดความรุนแรงและปรับความผันผวนของราคา ทั้งนี้ ณ วันที่นายเอกนัฏ เข้ารับตำแหน่งรมวพลังงาน (7 เม.ย. 2569) ภาระหนี้กองทุนฯ อยู่ที่ราว 65,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นมาแตะ 100,000 ล้านบาท โดยขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน เนื่องจากยังมีสภาพคล่องที่ใช้ในการบริหารกองทุนฯ อยู่หลักหมื่นล้านบาท มีรายรับเข้ามาเฉลี่ยวันละ 95 ล้านบาทหรือเดือนละ 2,800 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายชดเชยราคาน้ำมันวันละ 316 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่หนี้เคยพุ่งสูงถึง 130,000 ล้านบาท กองทุนฯ สามารถทยอยชำระคืนได้หมดภายใน 1-2 ปี โดยจัดเก็บเงินคืนลิตรละ 1-2 บาท ยืนยันว่ากองทุนฯ มีวินัยทางการเงินและยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารจัดการหนี้ ณ สถานการณ์ปัจจุบันโดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม
2. หักผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่น กระทรวงพลังงานใช้อำนาจตามพ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 หักผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นรวม 7 ครั้ง รวม 28,000 ล้านบาท นำส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบดูไบช่วงวิกฤตมาคำนวณ เพื่อดึงเงินส่วนเกินจากค่าขนส่งและประกันภัยช่วงสงครามกลับมาโดยไม่ต้องรอภาษีลาภลอย
3. ปรับลดภาษีสรรพสามิต เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ให้วิสัยทัศน์ในการนำภาษีสรรพสามิตมาช่วยลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น B20 และ E20 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอข้อสรุปตัวเลขไฟนอลจากกระทรวงการคลัง
4. การจัดหาและสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ เตรียมเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติรอบใหม่ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เพื่อเพิ่มการพึ่งพาพลังงานในประเทศและนำก๊าซ LPG มาช่วยลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันฯ
5. แผนรับมือวิกฤตพลังงานของกองทุนน้ำมันฯ ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เรียบร้อยแล้ว โดยมีการกำหนดกรอบคำนิยามวิกฤตพลังงานและเกณฑ์ตัดสินใจอย่างชัดเจน
"การกู้เงินถือเป็นเพียงการศึกษาแนวทางรองรับวิกฤตในทุกมิติเท่านั้น และจะเลือกใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย หรือกรณีสิ้นไร้ไม้ต่อจริง ๆ เท่านั้น เนื่องจากภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมจะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาวของประชาชน"
บทเรียนปี 2565 เคยกู้ทะลุ 1.3 แสนล้าน
นายพงศ์พล ย้อนให้เห็นบทเรียนวิกฤตราคาน้ำมันเมื่อปี 2565 ในช่วงเริ่มต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งขณะนั้นกองทุนน้ำมันฯ เคยติดลบสูงถึง 130,000 ล้านบาท แต่ท้ายที่สุดกองทุนฯ ก็สามารถบริหารจัดการโครงสร้างและฟื้นฟูฐานะได้ด้วยตัวเองเมื่อสถานการณ์วิกฤตเริ่มคลี่คลาย ผ่านการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ อย่างสมเหตุสมผล โดยไม่ให้ส่งผลกระทบกระชากต่อผู้บริโภคในระยะยาว
"ณ วันนี้ ขอให้ประชาชนและผู้บริโภคเกิดความมั่นใจว่า กองทุนน้ำมันฯ ยังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ให้อยู่ในกรอบได้ เราจะไม่กู้เงินถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะทุกครั้งที่กู้ยืมจะมีภาระดอกเบี้ยตามมา การกู้เงินยังไม่ใช่ทางออกในเวลานี้"
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาระการจ่ายเงินชดเชยรายวันของกองทุนฯ ปรับลดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยจ่ายชดเชยสูงถึงวันละ 1,000–2,000 ล้านบาท ในช่วงวิกฤตหนัก ปัจจุบันลดลงเหลือวันละ 316 ล้านบาท แบ่งเป็น ชดเชยน้ำมัน 289 ล้านบาท และ ก๊าซ LPG ราว 27 ล้านบาท
ปัจจุบัน ดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันหลัก ได้รับการชดเชยอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร ถือเป็นระดับที่สมเหตุสมผลและอยู่ในจุดที่กองทุนฯ บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกองทุนฯ มีเงินสดสภาพคล่องราว 10,000 ล้านบาท และรายรับจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมโรงแยกก๊าซ LPG ประกอบกับกระบวนการรับเงินเข้า ของกองทุนฯ มีความรวดเร็วกว่าขั้นตอนการจ่ายออก จึงไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่องหรือค้างชำระคู่ค้าแต่อย่างใด
สำหรับภาระหนี้กู้ยืมเดิมของกองทุนฯ จากวงเงินกู้ในอดีต ปัจจุบันเหลือยอดหนี้คงค้างเพียงประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทยอยชำระคืนได้เร็วกว่าแผนเดิมที่เคยตั้งไว้ และมีอัตราดอกเบี้ยต่ำไม่ถึง 2%
ราคาน้ำมันผ่านจุดพีค ยันแผนรับมือยาว
เมื่อมองถึงแนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงฤดูหนาวไปจนถึงปลายปีและต้นปีหน้า กระทรวงพลังงานประเมินว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะผ่านจุดสูงสุด (Peak) มาแล้วจากเดิมที่เคยพุ่งสูงชันจนเกิดอาการราคาช็อก แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามจะยังคงยืดเยื้อก็ตาม
ทั้งนี้ ขั้นตอนตามกฎหมายหากในอนาคตจำเป็นต้องมีการกู้เงินจริงๆ สำนักงานกองทุนฯ จะต้องจัดทำตัวเลขเสนอให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาความเห็นชอบก่อน จากนั้นจึงเสนอตามขั้นตอนไปยังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามลำดับ





