วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กษ. เคลียร์ดราม่า EV 16 ล้าน ชี้เป้าแทรคเตอร์ 1.6 ล. ไถฟรี

กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกำลังโต้ข่าวจัดซื้อรถเกี่ยว EV 16 ล้านบาท ยันเป็นโครงการแทรคเตอร์ EV คันละ 1.6 ล้านบาท จำนวน 2,543 คัน ให้ชาวนาไถฟรี กางตัวเลขคืนทุนใน 5 ปี เซฟพลังงานยาว 14 ปี หมื่นล้าน

KEY POINTS

  • กระทรวงเกษตรฯ ชี้แจงข่าวคลาดเคลื่อน ยืนยันโครงการจัดซื้อเป็น "รถแทรคเตอร์ EV" ราคาคันละ 1.6 ล้านบาท ไม่ใช่รถเกี่ยวข้าว 16 ล้านบาท
  • แทรคเตอร์ EV จะถูกนำไปให้บริการเกษตรกรไถเตรียมดินฟรีทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าเช่าและค่าน้ำมันให้ชาวนา
  • โครงการนี้คาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 4.76 ปี จากการประหยัดค่าพลังงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวคาร์บอนต่ำ
  • โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อตรวจสอบความคุ้มค่า และยังไม่ได้รับการอนุมัติ

การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานภาคการเกษตรไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาด ย่อมมาพร้อมกับกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้วงเงินงบประมาณ การออกมาชี้แจงร่วมกันของฝ่ายบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกางตัวเลขผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและเดินหน้ายุทธศาสตร์ลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน 

  • “สุริยะ” ชี้แจงตัวเลขคลาดเคลื่อน กางบัญชีแทรคเตอร์ EV คืนทุน 4.76 ปี

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดการจัดซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยยืนยันว่าเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โครงการนี้ไม่ได้เป็นการจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้าคันละ 16 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าว แต่เป็นการเสนอจัดซื้อ รถแทรคเตอร์ EV สำหรับไถเตรียมดิน ราคาประมาณคันละ 1.6 ล้านบาท จำนวน 2,543 คัน พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง เพื่อกระจายไปยังศูนย์ข้าวชุมชนราว 500 จุดทั่วประเทศ

นายสุริยะ ระบุว่า แทรคเตอร์ EV ดังกล่าวจะนำไปให้บริการเกษตรกรไถเตรียมแปลงนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.4 ล้านไร่ ช่วยประหยัดค่าเช่าและค่าน้ำมันให้ชาวนาได้ถึง 1,680 ล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับงบลงทุน 8,000 ล้านบาท จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 4.76 ปี (ไม่ถึง 5 ปี)

กษ. เคลียร์ดราม่า EV 16 ล้าน ชี้เป้าแทรคเตอร์ 1.6 ล. ไถฟรี

นอกจากนี้ ตลอดอายุการใช้งาน 14 ปี แม้การลงทุนเริ่มต้นจะสูงกว่าระบบดีเซลราว 6,600 ล้านบาท แต่แทรคเตอร์ดีเซลมีต้นทุนค่าน้ำมันสูงถึง 12,218 ล้านบาท ขณะที่รถแทรคเตอร์ EV มีค่าไฟฟ้าเพียง 370–374 ล้านบาท ส่งผลให้ประหยัดค่าพลังงานได้มากกว่า 5,000 ถึง 10,000 ล้านบาท ควบคู่กับการสร้างรายได้เพิ่มจากการขายข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งต่างชาติตอบรับบวกราคาเพิ่มอีก 500 บาทต่อตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท

“โครงการนี้ไม่ใช่รถเกี่ยวข้าว 16 ล้านบาท แต่เป็นแทรคเตอร์ EV คันละ 1.6 ล้านบาท เพื่อนำไปให้บริการชาวนาไถนาฟรี ลดภาระค่าน้ำมันและค่าเช่าที่เกษตรกรต้องแบกรับ ไร่ละ 1,200 บาท ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดโลก” — นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

  • “สรวุฒิ” ยันงบผ่านการตรวจสอบเข้ม ชูเทคโนโลยีปั่นตอซัง-เครื่องอบความชื้น

ด้าน นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า ตัวเลขคันละ 16 ล้านบาทนั้นสูงเกินจริงมาก และหากเป็นราคานี้ตนเองก็รับไม่ได้เช่นกัน โดยยืนยันว่าการขอเสนองบประมาณของทุกหน่วยงานต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอนอย่างเข้มงวด และราคาตลาดของแทรคเตอร์ EV ดังกล่าวควรอยู่ที่ประมาณ 1–2 ล้านบาทเท่านั้น

นายสรวุฒิ เน้นย้ำว่า โครงการนี้เกิดจากเจตนาดีที่ต้องการช่วยชาวนาสู้กับวิกฤตพลังงานและปุ๋ยแพงจากสงครามโลก โดยแทรคเตอร์ EV รุ่นนี้ยังสามารถต่อพ่วงอุปกรณ์ย่อยสลายตอซังปั่นเป็นปุ๋ยเพื่อลดการเผาไร่นา พร้อมทั้งมีแผนส่งเสริม เครื่องอบลดความชื้น เพื่อช่วยให้เกษตรกรยืดระยะเวลาการขายข้าว ไม่โดนหักค่าความชื้นจากโรงสีได้ถึง ตันละกว่า 2,000 บาท

“การของบประมาณทุกอย่างต้องผ่านการตรวจสอบหลายหน่วยงาน และต้องตั้งราคาให้สอดคล้องกับตลาด ข้อห่วงใยในสังคมพวกเราน้อมรับทั้งหมด แต่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ชาวนาไทยก่อนที่วิกฤตน้ำมันจะแพงจนรับไม่ไหว” — นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ 

  • ย้ำโครงการอยู่ระหว่างคณะกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบ

ทั้งสองท่านย้ำตรงกันว่า ขณะนี้โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรอง เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและหลักเกณฑ์การใช้เงินกู้ให้เกิดความคุ้มค่าและถูกต้องตามระเบียบภาครัฐสูงสุด ซึ่งหากได้รับอนุมัติ จะถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

การออกมาชี้แจงร่วมกันของฝ่ายบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยสลายความเข้าใจผิดเรื่องงบประมาณได้อย่างชัดเจน การเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรจากการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล สู่ระบบพลังงานไฟฟ้าบริสุทธิ์และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวคาร์บอนต่ำ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ชาวนาไทยในระยะยาว