กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกำลังโต้ข่าวจัดซื้อรถเกี่ยว EV 16 ล้านบาท ยันเป็นโครงการแทรคเตอร์ EV คันละ 1.6 ล้านบาท จำนวน 2,543 คัน ให้ชาวนาไถฟรี กางตัวเลขคืนทุนใน 5 ปี เซฟพลังงานยาว 14 ปี หมื่นล้าน
KEY POINTS
- กระทรวงเกษตรฯ ชี้แจงข่าวคลาดเคลื่อน ยืนยันโครงการจัดซื้อเป็น "รถแทรคเตอร์ EV" ราคาคันละ 1.6 ล้านบาท ไม่ใช่รถเกี่ยวข้าว 16 ล้านบาท
- แทรคเตอร์ EV จะถูกนำไปให้บริการเกษตรกรไถเตรียมดินฟรีทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าเช่าและค่าน้ำมันให้ชาวนา
- โครงการนี้คาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 4.76 ปี จากการประหยัดค่าพลังงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวคาร์บอนต่ำ
- โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อตรวจสอบความคุ้มค่า และยังไม่ได้รับการอนุมัติ
การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานภาคการเกษตรไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาด ย่อมมาพร้อมกับกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้วงเงินงบประมาณ การออกมาชี้แจงร่วมกันของฝ่ายบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกางตัวเลขผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและเดินหน้ายุทธศาสตร์ลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน
- “สุริยะ” ชี้แจงตัวเลขคลาดเคลื่อน กางบัญชีแทรคเตอร์ EV คืนทุน 4.76 ปี
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดการจัดซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยยืนยันว่าเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โครงการนี้ไม่ได้เป็นการจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้าคันละ 16 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าว แต่เป็นการเสนอจัดซื้อ รถแทรคเตอร์ EV สำหรับไถเตรียมดิน ราคาประมาณคันละ 1.6 ล้านบาท จำนวน 2,543 คัน พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง เพื่อกระจายไปยังศูนย์ข้าวชุมชนราว 500 จุดทั่วประเทศ
นายสุริยะ ระบุว่า แทรคเตอร์ EV ดังกล่าวจะนำไปให้บริการเกษตรกรไถเตรียมแปลงนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.4 ล้านไร่ ช่วยประหยัดค่าเช่าและค่าน้ำมันให้ชาวนาได้ถึง 1,680 ล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับงบลงทุน 8,000 ล้านบาท จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 4.76 ปี (ไม่ถึง 5 ปี)
นอกจากนี้ ตลอดอายุการใช้งาน 14 ปี แม้การลงทุนเริ่มต้นจะสูงกว่าระบบดีเซลราว 6,600 ล้านบาท แต่แทรคเตอร์ดีเซลมีต้นทุนค่าน้ำมันสูงถึง 12,218 ล้านบาท ขณะที่รถแทรคเตอร์ EV มีค่าไฟฟ้าเพียง 370–374 ล้านบาท ส่งผลให้ประหยัดค่าพลังงานได้มากกว่า 5,000 ถึง 10,000 ล้านบาท ควบคู่กับการสร้างรายได้เพิ่มจากการขายข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งต่างชาติตอบรับบวกราคาเพิ่มอีก 500 บาทต่อตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท
“โครงการนี้ไม่ใช่รถเกี่ยวข้าว 16 ล้านบาท แต่เป็นแทรคเตอร์ EV คันละ 1.6 ล้านบาท เพื่อนำไปให้บริการชาวนาไถนาฟรี ลดภาระค่าน้ำมันและค่าเช่าที่เกษตรกรต้องแบกรับ ไร่ละ 1,200 บาท ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดโลก” — นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
- “สรวุฒิ” ยันงบผ่านการตรวจสอบเข้ม ชูเทคโนโลยีปั่นตอซัง-เครื่องอบความชื้น
ด้าน นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า ตัวเลขคันละ 16 ล้านบาทนั้นสูงเกินจริงมาก และหากเป็นราคานี้ตนเองก็รับไม่ได้เช่นกัน โดยยืนยันว่าการขอเสนองบประมาณของทุกหน่วยงานต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอนอย่างเข้มงวด และราคาตลาดของแทรคเตอร์ EV ดังกล่าวควรอยู่ที่ประมาณ 1–2 ล้านบาทเท่านั้น
นายสรวุฒิ เน้นย้ำว่า โครงการนี้เกิดจากเจตนาดีที่ต้องการช่วยชาวนาสู้กับวิกฤตพลังงานและปุ๋ยแพงจากสงครามโลก โดยแทรคเตอร์ EV รุ่นนี้ยังสามารถต่อพ่วงอุปกรณ์ย่อยสลายตอซังปั่นเป็นปุ๋ยเพื่อลดการเผาไร่นา พร้อมทั้งมีแผนส่งเสริม เครื่องอบลดความชื้น เพื่อช่วยให้เกษตรกรยืดระยะเวลาการขายข้าว ไม่โดนหักค่าความชื้นจากโรงสีได้ถึง ตันละกว่า 2,000 บาท
“การของบประมาณทุกอย่างต้องผ่านการตรวจสอบหลายหน่วยงาน และต้องตั้งราคาให้สอดคล้องกับตลาด ข้อห่วงใยในสังคมพวกเราน้อมรับทั้งหมด แต่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ชาวนาไทยก่อนที่วิกฤตน้ำมันจะแพงจนรับไม่ไหว” — นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์
- ย้ำโครงการอยู่ระหว่างคณะกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบ
ทั้งสองท่านย้ำตรงกันว่า ขณะนี้โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรอง เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและหลักเกณฑ์การใช้เงินกู้ให้เกิดความคุ้มค่าและถูกต้องตามระเบียบภาครัฐสูงสุด ซึ่งหากได้รับอนุมัติ จะถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
การออกมาชี้แจงร่วมกันของฝ่ายบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยสลายความเข้าใจผิดเรื่องงบประมาณได้อย่างชัดเจน การเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรจากการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล สู่ระบบพลังงานไฟฟ้าบริสุทธิ์และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวคาร์บอนต่ำ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ชาวนาไทยในระยะยาว





