กระทรวงเกษตรฯ สั่งการ กยท. บริหารจัดการผลผลิตและตลาดยางพาราใกล้ชิด หลังราคากันยายน 2569 พุ่งเกิน 40% ด้าน กยท. คาดทิศทางขาขึ้นลากยาวถึงสิ้นปี รับอุปทานตึงตัว-ดีมานด์ยางล้อหนุน
KEY POINTS
- ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้ กยท. บริหารจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาจนถึงสิ้นปี
- สาเหตุหลักมาจากอุปทานยางในตลาดโลกที่ลดลงสวนทางกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเงินบาทที่อ่อนค่าลง
- กยท. คาดการณ์ว่าราคายางจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี และเตรียมผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ท่ามกลางสภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสภาวะอากาศเปลี่ยนผ่าน การปรับตัวของราคายางพาราไทยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไม่เพียงเป็นข่าวดีของเกษตรกร แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของภาครัฐในการบริหารจัดการอุปทานและการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยกระดับยางพาราไทยสู่มาตรฐานสากลและรักษาสมดุลราคาอย่างยั่งยืน
- เกษตรกรรับอานิสงส์ ยางพาราขาขึ้น 40% กยท. มั่นใจทรงตัวสูงถึง Q4
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “เพิ่มรายได้เกษตรกร” โดยได้มอบหมายให้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ติดตามและบริหารจัดการผลผลิต รวมถึงตลาดยางพาราอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและลดผลกระทบจากความผันผวนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุดพบว่า ราคายางพาราเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2569 ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงกว่าร้อยละ 40 ครอบคลุมทั้งยางแผ่นรมควันชั้น 3, ยางแผ่นดิบ, น้ำยางสด และยางก้อนถ้วย ซึ่งเป็นผลมาจากอุปทานในตลาดที่ตึงตัวและความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลกที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
“ราคายางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ กยท. บริหารจัดการปริมาณผลผลิตในตลาดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ระดับราคาเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร” — นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
- กยท. ชี้ส่วนต่างดีมานด์ 3.1 แสนตัน ดันราคาขาขึ้นยาวถึงสิ้นปี
ด้าน นายศันสนะ สุริยะโยธิน รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุว่า สภาพอากาศที่ผันผวนส่งผลให้ผลผลิตยางธรรมชาติในระบบลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมยางล้อยังคงมีความต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง โดยสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ประมาณการว่าในปี 2569 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติทั่วโลกอยู่ที่ 15.356 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตโลกมีเพียง 15.039 ล้านตัน ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานขาดแคลนราว 317,000 ตัน
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ได้ดันต้นทุนผลิตยางสังเคราะห์และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งช่วยหนุนราคายางในรูปเงินบาทให้ขยับสูงขึ้นอีกทางหนึ่ง โดย กยท. คาดว่าราคายางในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ (Q4/2569) จะยังคงทรงตัวในระดับสูงและมีโอกาสปรับขึ้นได้เป็นระยะ
- ดันมาตรการ Traceability ยกระดับยางไทยสู้ศึกแข่งขันสากล
เพื่อรับมือกับทิศทางตลาด กยท. ได้วางมาตรการสร้างเสถียรภาพราคาผ่านการบริหารปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์ การขยายตลาดยางพาราคุณภาพสูง และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา (Traceability) เพื่อตอบโจทย์มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล เพิ่มโอกาสทางการค้า และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ยางพาราไทยในระยะยาว
สถานการณ์ราคายางพาราที่พุ่งขึ้นกว่า 40% ไม่เพียงสะท้อนถึงปัจจัยบวกทางด้านดีมานด์-ซัพพลายในตลาดโลก แต่ยังเป็นจังหวะสำคัญของไทยในการเร่งยกระดับมาตรฐานยางพาราเข้าสู่ระบบตรวจสอบย้อนกลับ การบริหารจัดการตลาดยางเชิงยุทธศาสตร์ของ กยท. จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนปัจจัยบวกชั่วคราวให้กลายเป็นความมั่นคงทางรายได้ที่ยั่งยืนของเกษตรกรชาวสวนยางไทย





