วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟภ. ชี้ Data Center ใช้ไฟ 4 หมื่นเมกะวัตต์ เร่งลงทุน 5 พันล้าน รับคลื่น AI

"กฟภ." เผยยอดขอใช้ไฟ Data Center ใน EEC พุ่ง 3.8-4 หมื่นเมกะวัตต์ สูงเกิน 60% ของพีกไฟฟ้าทั้งประเทศ ชี้ระบบเดิมลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท รองรับได้เพียง 16 โครงการ จ่อเต็มศักยภาพ

KEY POINTS

  • กฟภ. เปิดเผยว่ากลุ่มธุรกิจ Data Center ได้แจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC และโดยรอบสูงถึง 38,000-40,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นความท้าทายที่เกิดจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุค AI
  • เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น กฟภ. เตรียมกรอบวงเงินลงทุนในระยะถัดไปประมาณ 5,000 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าและขยายโครงข่ายสายส่ง
  • แผนลงทุน 5,000 ล้านบาทดังกล่าว จะใช้รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าตามฐานที่กำหนดไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เบื้องต้นที่ 8,800 เมกะวัตต์
  • กฟภ. ชี้ว่าตัวเลข 40,000 เมกะวัตต์เป็นเพียงการแจ้งความประสงค์ จึงเสนอให้ผู้ประกอบการร่วมลงทุนหรือมีหลักประกันการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความต้องการจริงและป้องกันผลกระทบต่อค่าไฟของประชาชน

นายทรงวุฒิ ขันดี ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยในงานเสวนา Exclusive Roundtable “EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง” จัดโดย "Nation Group" ว่า การขยายตัวของธุรกิจ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังสร้างความท้าทายต่อการวางแผนระบบไฟฟ้าของประเทศ ทั้งด้านกำลังการผลิต ระบบจำหน่าย และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุค AI

นายทรงวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของไทยแบ่งบทบาทระหว่าง 3 การไฟฟ้า โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดูแลการผลิตและจัดหาพลังงานผ่านระบบสายส่งแรงดันสูง ส่วน กฟภ. และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รับผิดชอบระบบจำหน่าย การก่อสร้างสถานีไฟฟ้า และโครงข่ายส่งไฟฟ้าไปยังผู้ใช้

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center ที่แจ้งความประสงค์เข้ามาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และพื้นที่โดยรอบ มีตั้งแต่ 3,800 เมกะวัตต์ ไปจนถึง 38,000-40,000 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) ของประเทศที่ประมาณ 50,000 เมกะวัตต์ ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าจริงทั้งประเทศ

“ตัวเลขที่แจ้งเข้ามา 3.8-4 หมื่นเมกะวัตต์ เป็นตัวเลข Best Case ที่ผู้ประกอบการแจ้งไว้ แต่การใช้จริงจะถึงหรือไม่ยังต้องติดตาม เพราะสิทธิในการขอใช้ไฟมีมูลค่าในตัวเอง” 

ทั้งนี้ ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ได้กำหนดตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center เบื้องต้นไว้ที่ 8,800 เมกะวัตต์ เพื่อใช้เป็นฐานประกอบการวางแผนลงทุนโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งให้สอดคล้องกับความต้องการที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นจริง

ระบบไฟฟ้า EEC ลงทุนแล้ว 1.5 หมื่นล้าน จ่อเต็มกำลัง

สำหรับความพร้อมของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง กฟภ. ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงและก่อสร้างระบบไฟฟ้า มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่ปี 2563

ปัจจุบันมีการลงทุนไปแล้วมากกว่า 80% ของวงเงินทั้งหมด แต่ศักยภาพของระบบที่พัฒนาไว้สามารถรองรับโครงการ Data Center ในระยะแรกได้ประมาณ 16 โครงการ และเริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัดของระบบเดิม

ดังนั้น การขยายโครงข่ายเพิ่มเติมจึงจำเป็นต้องประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนเกินความจำเป็นจากการนำตัวเลขแจ้งขอใช้ไฟฟ้ามาเป็นฐานวางแผนทั้งหมด

นายทรงวุฒิ กล่าวว่า หากภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามตัวเลขความต้องการที่แจ้งเข้ามาโดยไม่มีหลักประกันว่าจะมีการใช้ไฟจริง ต้นทุนการลงทุนที่สูงอาจถูกส่งผ่านเข้าสู่โครงสร้างค่าไฟฟ้า และสร้างภาระต่อประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น โดยค่าไฟอาจขยับขึ้นไปอยู่ในระดับ 4 บาท 6 บาท หรือสูงถึง 8 บาทต่อหน่วยได้

กฟภ. ชี้ Data Center ใช้ไฟ 4 หมื่นเมกะวัตต์ เร่งลงทุน 5 พันล้าน รับคลื่น AI

ชงร่วมลงทุน สกัดภาระค่าไฟประชาชน

กฟภ. จึงเสนอปรับรูปแบบการจัดหาไฟฟ้าสำหรับ Data Center จากเดิมที่ผู้ประกอบการเป็นเพียงผู้ใช้และจ่ายค่าไฟ มาเป็นการมีส่วนร่วมบริหารความเสี่ยงผ่านกลไกหลักประกันการใช้ไฟฟ้า หรือการร่วมลงทุนในระบบไฟฟ้า เพื่อให้ปริมาณความต้องการที่แจ้งเข้ามาสะท้อนการใช้งานจริงมากขึ้น

“หากผู้ประกอบการต้องมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยงของปริมาณไฟที่ขอ ตัวเลขความต้องการจะสะท้อนความจริงมากขึ้น จากเดิมที่อาจใช้จริงเพียง 50-70% ก็จะขยับขึ้นเป็น 80-100%”

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนเกินความจำเป็น แต่ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยต่อยอดการจัดหาไฟฟ้าผ่านกลไก Utility Green Tariff (UGT) และ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ซึ่ง 3 การไฟฟ้าได้เตรียมแพลตฟอร์มรองรับไว้แล้ว

ทุ่ม 5 พันล้าน ขยายระบบรับฐาน 8,800 เมกะวัตต์

สำหรับแผนลงทุนระยะถัดไป กฟภ. อยู่ระหว่างศึกษาการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าและขยายโครงข่ายสายส่ง เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าตามฐาน 8,800 เมกะวัตต์ในร่างแผน PDP รวมถึงการเตรียมระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าระหว่างก่อสร้างอาคารและการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและงานโยธา

เบื้องต้น กฟภ. เตรียมกรอบวงเงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อเสนอขออนุมัติโครงการเมื่อกฎระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดสรรไฟฟ้าสำหรับ Data Center มีความชัดเจน

นายทรงวุฒิ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากยุค Search Engine มาสู่ AI ทำให้การพัฒนาธุรกิจและการลงทุนเกิดขึ้นรวดเร็วขึ้นหลายเท่าตัว ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับกระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการให้กระชับและทันต่อสถานการณ์ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินงาน (Service Level Agreement: SLA) ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ความล่าช้าของระบบราชการกลายเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของประเทศ

กฟภ. ชี้ Data Center ใช้ไฟ 4 หมื่นเมกะวัตต์ เร่งลงทุน 5 พันล้าน รับคลื่น AI

ดัน EEC นำร่อง Direct PPA ปลดล็อกไฟฟ้าสะอาด

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยได้ผ่านการทดสอบเทคโนโลยีและรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าใหม่ผ่าน Regulatory Sandbox มาแล้ว ทั้งระบบซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer แพลตฟอร์ม Energy Trading Platform และระบบ Third Party Access Platform (TPA Platform) สำหรับการใช้โครงข่ายไฟฟ้าของบุคคลที่สาม

กฟภ. เห็นว่าถึงเวลาขยับจากการทดสอบไปสู่โครงการนำร่องที่สามารถดำเนินการได้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง สามารถเป็นพื้นที่ต้นแบบให้แก่นิคมอุตสาหกรรมอื่นในอนาคต

การดำเนินงานจะสอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เกี่ยวกับการจัดหาไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA และ UGT ในกรอบ 2,000 เมกะวัตต์ โดย กฟภ. ระบุว่าได้พัฒนาแพลตฟอร์ม TPA และ Energy Trading Platform พร้อมรองรับการทำโครงการนำร่องในพื้นที่ดังกล่าว

เร่ง Smart Grid ดึงเอกชนร่วมลงทุนระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ

นอกจากการขยายกำลังรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าแล้ว กฟภ. ยังเตรียมยกระดับโครงข่ายสู่ระบบ Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการไฟฟ้า โดยอยู่ระหว่างเสนอขอวงเงินลงทุนจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

แนวทางดำเนินงานจะเริ่มจากการเพิ่มความสามารถในการตรวจวัดและมองเห็นสถานะของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Visibility) ก่อนต่อยอดไปสู่การบริหารและควบคุมระบบด้วยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) รวมถึงการพัฒนาอัตราค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่สะท้อนต้นทุนการลงทุนอย่างเหมาะสมในพื้นที่ EEC

นายทรงวุฒิ กล่าวว่า การรองรับ Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ต้องไม่มองเฉพาะโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องออกแบบกลไกให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างสมดุล ทั้งการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในระบบ Smart Grid มิเตอร์อัจฉริยะ และแบตเตอรี่ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์โครงข่ายที่มีอยู่เดิม

การกระจายภาระลงทุนไปยังภาคเอกชนจะช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้เงินภาครัฐและหนี้สาธารณะ ขณะเดียวกันต้องดูแลให้ประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเดิมได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่เพียงฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ กฟภ. มองว่าจุดแข็งของไทยอยู่ที่ความยืดหยุ่นและความสามารถในการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ โดยผู้ให้บริการต้องเร่งนำ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาและดำเนินงานลง 50-90% พร้อมลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย

คาดว่าเมื่อกฎระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะช่วยผลักดันการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เป็นรูปธรรม และสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุน Data Center การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว