วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟผ. เร่งลงทุนระบบส่งไฟฟ้า EEC ชงงบ 3.1 หมื่นล้าน รับ Data Center

กฟผ.ลุยอัดฉีดงบส่งเสริม EEC วงเงิน 3.1 หมื่นล้าน ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า-เร่งดันไฟฟ้าสีเขียว รับการใช้งาน Data Center เสริมความมั่นคงพลังงานไทยระยะยาว

KEY POINTS

  • กฟผ. มีแผนลงทุนระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่ EEC วงเงินประมาณ 31,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ที่ประเมินไว้ 4,000 เมกะวัตต์
  • แผนลงทุนดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สศช. และ กกพ. ก่อนรวบรวมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในปี 2570
  • โครงการแบ่งการลงทุนเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการและวางแผนเพื่อรองรับความต้องการในระยะแรก
  • การลงทุนนี้มีความสำคัญเพื่อยกระดับเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ให้สามารถรับมือกับโหลดไฟฟ้าที่มีความผันผวนสูงจาก Data Center ขนาดใหญ่
  • นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแก้ไขกฎระเบียบเพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าโดยตรงแก่ Data Center ผ่านระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงกว่า 115 กิโลโวลต์ของ กฟผ. เพื่อเพิ่มความมั่นคงของระบบ

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงาน Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งจัดโดยจัดโดย "Nation Group" ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีคำขอใช้ไฟฟ้าที่ส่งถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รวมประมาณ 35,000 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ประเทศไทยใช้ในปัจจุบัน

ขณะที่ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2026) ประเมินความต้องการไฟฟ้าสำหรับ Data Center ทั่วประเทศไว้ 8,800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ และพื้นที่นอก EEC อีก 2,600 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นคำขอที่การไฟฟ้าตอบรับแล้ว ส่วนที่เหลืออีกราว 2,000 เมกะวัตต์เป็นกำลังสำรองตามสมมติฐานในแผน ทั้งนี้ การตอบรับคำขอใช้ไฟฟ้ายังต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

สำหรับ EEC กฟผ. แบ่งพื้นที่รองรับความต้องการไฟฟ้าเป็น 2 โซน ได้แก่ บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ชลบุรี-ระยอง โดยมีแผนโรงไฟฟ้าใหม่รวมประมาณ 4,200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซนบางปะกง 1,400 เมกะวัตต์ และระยอง 2,800 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้าของ กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP)

อย่างไรก็ตาม การจัดหาเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันก๊าซ (Gas Turbine) กำลังเผชิญข้อจำกัดทั่วโลกจากความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ที่เพิ่มขึ้น โดยการสั่งซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนระดับหมื่นล้านบาท และรอส่งมอบประมาณ 5 ปี ก่อนใช้เวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้าอีกเกือบ 2 ปี รวมระยะเวลาประมาณ 7 ปี ส่งผลให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เริ่มพิจารณาแนวทางต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ เพื่อรักษากำลังผลิตระหว่างรอเครื่องใหม่

กฟผ. เร่งลงทุนระบบส่งไฟฟ้า EEC ชงงบ 3.1 หมื่นล้าน รับ Data Center

นายวฤต กล่าวว่า นอกจากกำลังผลิตไฟฟ้าแล้ว การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเป็นอีกโจทย์สำคัญ โดย กฟผ. มีแผนลงทุนระบบส่งเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าใน EEC ให้ครบ 4,000 เมกะวัตต์ วงเงินประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อนรวบรวมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในปี 2570

แผนดังกล่าวแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการและวางแผน เพื่อทยอยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะแรก

เร่งยกระดับ Grid รับโหลดผันผวน

นายวฤต กล่าวว่า Data Center มีความต้องการใช้ไฟฟ้าหลายขนาด ตั้งแต่ประมาณ 50-60 เมกะวัตต์ ไปจนถึง 200-300 เมกะวัตต์ และบางโครงการสูงถึง 800-1,000 เมกะวัตต์ โดยการใช้ไฟฟ้าของโครงการขนาดใหญ่มีความผันผวนสูง กฟผ. จึงต้องจำลองสถานการณ์ระบบไฟฟ้า (Simulation) และพิจารณาอุปกรณ์ช่วยดูดซับหรือกระจายความผันผวนของพลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่าย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้จ่ายไฟฟ้าโดยตรงแก่ Data Center ผ่านระบบไฟฟ้าแรงสูงกว่า 115 กิโลโวลต์ เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการโครงข่ายที่มีความมั่นคงสูง โดยระบบส่งของ กฟผ. สามารถจ่ายไฟฟ้าได้หลายทิศทางและมีระบบสำรอง ช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดจ่ายไฟฟ้า

ดันทางเลือกไฟเขียว-ปรับโครงสร้างค่าไฟ

ขณะเดียวกัน ความต้องการของ Data Center ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความมั่นคงทางกายภาพ แต่ยังต้องการไฟฟ้าสะอาดเพื่อรองรับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน อย่างไรก็ตาม หลายประเทศเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านปริมาณไฟฟ้าและต้นทุน โดยค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ในฟิลิปปินส์อยู่ที่ประมาณ 6-7 บาทต่อหน่วย และสิงคโปร์กว่า 8 บาทต่อหน่วย ส่วนไทยมีแนวโน้มต้องกำหนดอัตราที่แข่งขันได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากนัก

กฟผ. จึงเสนอแนวทางปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center โดยอยู่ระหว่างประมวลผลและรับฟังความคิดเห็นก่อนสรุปอัตราที่เหมาะสม ครอบคลุมทั้งการซื้อไฟฟ้าจากโครงข่าย การใช้ไฟฟ้าสีเขียวผ่าน Utility Green Tariff (UGT) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) รวมถึงการกำหนดค่าบริการสำรองไฟฟ้า (Back-up) สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง

สำหรับไฟฟ้าสีเขียว กฟผ. มี UGT1 และ UGT2 และเตรียมผลักดัน Direct PPA โดยต้องรอความชัดเจนเรื่องอัตราค่าไฟและการอนุมัติจากการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสิทธิด้านพลังงานหมุนเวียน (Energy Attribute หรือ REC) ซึ่งอาจแยกออกจากการใช้ไฟฟ้าสีเขียวจริง ทำให้เกิดแนวคิดพัฒนาใบรับรองพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน (Cross-border REC) ในอาเซียน เพื่อเปิดทางให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ซึ่งมีศักยภาพด้านไฟฟ้าพลังน้ำ

ระยะยาว กฟผ. และ EEC ยังร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เพื่อเป็นทางเลือกผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีเสถียรภาพ โดยร่าง PDP2026 บรรจุศักยภาพกำลังผลิต SMR ไว้ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์

กฟผ. เร่งลงทุนระบบส่งไฟฟ้า EEC ชงงบ 3.1 หมื่นล้าน รับ Data Center

ค่าไฟเหมาะสมต้องสร้างแรงจูงใจลงทุน Smart Grid

นายวฤต กล่าวว่า การดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จำเป็นต้องปรับสภาพแวดล้อมและโครงสร้างค่าไฟให้เอื้อต่อการลงทุน หากยังใช้อัตราค่าไฟรูปแบบเดิม การพัฒนาเทคโนโลยี เช่น สมาร์ทมิเตอร์ สมาร์ทไมโครกริด และระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Charging) อาจไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ

การเปิดทางให้ผู้ประกอบการและนิคมอุตสาหกรรมสามารถเชื่อมโยงและบริหารจัดการไฟฟ้าร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายหรือ กฟผ. จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนมากขึ้น โดยภาครัฐต้องสร้างกลไกที่เหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรองรับการเติบโตของ Data Center และอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC ได้อย่างยั่งยืน