"สันติธาร" ชี้การปรับปรุง MPI ทำให้การวัดผลทางเศรษฐกิจแม่นยำขึ้น ทำให้รัฐบาลกำหนดนโยบายแก้ปัญหาได้ตรงจุด สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และช่วยยืนยันว่าไทยมีฐานการผลิตสินค้าจริงไม่ใช่ Transhipment
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปัจจุบัน ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีและอยู่ระหว่างการพัฒนา
สังเกตจากผลการศึกษาที่ออกมา สะท้อนการเติบโตภาคการผลิตที่กระจุกตัวเฉพาะในอุตสาหกรรม "ออปติคัลทรานซีฟเวอร์" ขณะที่แท้จริงแล้วยังมีอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เข้ามาลงทุนในไทยอีกจำนวนมาก เช่น เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าไป
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของการทบทวนดัชนี MPI เกิดจากการที่ดัชนีเดิมครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่เกิดขึ้น เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงการถ่วงน้ำหนักที่ยังอิงโครงสร้างแบบเดิม กล่าวคือ ให้น้ำหนักอุตสาหกรรมรุ่นเก่าสูง ขณะที่อุตสาหกรรมรุ่นใหม่มีน้ำหนักน้อย ส่งผลให้ภาพการผลิตที่เกิดขึ้นจริงไม่สะท้อนออกมาในตัวเลขอย่างครบถ้วน
ดังนั้น จากการประเมินเบื้องต้น เมื่อเริ่มทยอยบรรจุข้อมูลอุตสาหกรรมใหม่เข้าไป ก็จะส่งผลให้แนวโน้มตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมและจีดีพีในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น และตรงตามความเป็นจริง
ในการนี้ นายสันติธาร เน้นย้ำว่า เครื่องชี้วัดที่มีความแม่นยำถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลเห็นถึงปัญหาที่แท้จริงในทางเศรษฐกิจ อีกทั้ง ข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agencies) และนักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญ เนื่องจากต้องใช้เปรียบเทียบไทยกับประเทศอื่น
หากระบบการวัดผลคลาดเคลื่อนจนทำให้อัตราการเติบโตดูต่ำเกินจริง ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงินของประเทศ
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของการปรับปรุงข้อมูลให้สอดคล้องกับความเป็นจริง คือช่วยคลายความกังวลและลดข้อกล่าวหาเรื่องการขนถ่ายสินค้าผ่านแดน (Transhipment) เนื่องจากเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าประเทศไทยมีฐานการผลิตสินค้าจริง ไม่ใช่เป็นเพียงทางผ่าน
อย่างไรก็ดี นายสันติธารย้ำว่า การปรับปรุงตัวเลขดัชนีดังกล่าวไม่ได้ทำขึ้นเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้เศรษฐกิจดูดี หรือนำมาใช้เป็นรางวัลของรัฐบาลแต่อย่างใด
“ถ้าเราแต่งตัวเลขให้มันดี ถ้าเขารู้เขาเห็น เขาก็จับได้อยู่แล้ว แล้วถึงแม้ผมจะมีส่วนร่วมแก้ไข แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเลขจะออกมาเป็นยังไง ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพัฒน์ฯที่เขากำลังทำกัน ฉะนั้นขอยืนยันว่าเราไม่ได้ใช้มันเป็นถ้วยรางวัลใด ๆ แน่นอน แต่ถ้าปรอทมันแม่นยำถูกต้อง ทำให้เราเข้าใจปัญหาลึกขึ้น เลือกจุดโฟกัสได้ถูก อันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศ”
นอกจากนี้ การวัดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจไม่ได้ดูเพียงตัวเลขจีดีพีเท่านั้น แต่ต้องดูภาพรวมเศรษฐกิจประกอบกัน และถึงแม้ตัวเลขจีดีพีจะปรับตัวดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะหมดไป
ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ “สองสปีด” (Two-speed economy) ที่ผลประโยชน์จากการเติบโตยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และไม่กระจายตัวลงสู่กำลังซื้อระดับฐานราก
โดยโจทย์สำคัญในขณะนี้คือ การดึงการเติบโตจากกลุ่ม K ขาบน ลงมาช่วยพยุงกลุ่มระดับกลางและระดับล่าง ซึ่งการมีตัวเลขสถิติที่แม่นยำจะช่วยให้ภาครัฐกำหนดจุดโฟกัสเชิงนโยบายได้ถูกต้อง
โดยขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการจัดทำแนวทางยกระดับทักษะแรงงาน (Skill Bridge) พร้อมทั้งผลักดันให้บริษัทผู้ผลิตในอุตสาหกรรมใหม่ ช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SMEs ของไทย ให้สามารถปรับตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อการกระจายรายได้และสร้างงานอย่างทั่วถึง
“ต่อให้จีดีพีดีจริงปัญหามันก็ไม่ได้หายไป เศรษฐกิจปัจจุบันมันเป็น 2 ความเร็วจริง ๆ ประเด็นใหญ่คือกำลังซื้อในประเทศไม่กระจายออก เพราะฉะนั้นทำอย่างไร ถ้าเขาเข้ามาลงทุน ตัวเขาเองโต จ้างงานเยอะ อันนี้ดี แต่สิ่งที่เราจะทำในระดับต่อไปคือ ซัพพลายเออร์เป็นคนไทยไหม ถ้าไม่ ต้องเอาซัพพลายเออร์ไทยเข้ามาให้ได้ มันจะได้กระจายได้กว้างขึ้น ดึง K ขาล่างขึ้นมาได้มากขึ้น”
ในท้ายที่สุด ต่อข้อซักถามที่ว่า รัฐบาลจะเริ่มนำดัชนีใหม่มาใช้คำนวณกับจีดีพีในไตรมาส 3 เลยหรือไม่ นายสันติธารระบุว่า ขอให้สภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ประกาศอย่างเป็นทางการ





