"สศอ."ปรับใหญ่ดัชนี MPI ดึง 3 สินค้าไฮเทค AI-Data Center ถ่วงน้ำหนัก ดันดัชนี ส.ค.69 พุ่ง 103.43 ขยายตัว 4.44% พร้อมยกแผงเป้าทั้งปีโต 3.75% ส่งออกอุตสาหกรรมบวกยาว 26 เดือน
KEY POINTS
- สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ครั้งสำคัญ เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เป็นปัจจุบัน
- มีการบรรจุ 3 ผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่เข้าสู่การคำนวณ ได้แก่ Optical Transceiver ซึ่งเติบโตตามกระแสการลงทุน AI Data Center, เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป และเครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับเซิร์ฟเวอร์ (UPS)
- ผลจากการปรับปรุงฐานข้อมูลใหม่ ทำให้ สศอ. ปรับเพิ่มประมาณการดัชนี MPI ปี 2569 เป็นขยายตัว 2.75 - 3.75% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดิมที่คาดไว้เพียง 0 - 0.5%
- การปรับปรุงครั้งนี้ยังรวมถึงการเพิ่มตัวอย่างโรงงานใหม่ 28 แห่งในกลุ่ม IC และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่งผลให้ดัชนี MPI เดือน ส.ค. 69 เพิ่มขึ้นจาก 96.04 (หากใช้ฐานเดิม) มาอยู่ที่ 103.43
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ประจำเดือนส.ค. 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 0.11% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 58.28%
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่หนุนให้ MPI ขยายตัว ได้แก่ ความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง, แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่เข้ามาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนภายในประเทศ, การอ่อนค่าของเงินบาทที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดต่างประเทศ รวมถึงกระแสการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center
อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมยังคงมีปัจจัยกดดันที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งผันผวนสูงจนกระทบต่อต้นทุนการผลิต, ความตึงตัวในการจัดหาวัตถุดิบอย่างเม็ดพลาสติก ตลอดจนการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ยกกระดานเป้า MPI-GDP อุตสาหกรรมปี 69
จากการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นจริง สศอ. จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการดัชนี MPI ปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัวร้อยละ 2.75 - 3.75 (ปรับเพิ่มขึ้นอย่างกระโดดจากเดิมที่คาดไว้ 0 - 0.5%
พร้อมกันนี้ ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ภาคอุตสาหกรรม ปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 0.8 - 1.8% (จากเดิมคาดไว้ 0.75 - 1.75%)
"การปรับเพิ่มตัวเลขประมาณการดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการปรับปรุงดัชนี MPI ให้มีความครอบคลุมโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ"
ส่วนผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ขณะนี้ สศอ. อยู่ระหว่างการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลเพื่อประเมินความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างละเอียดต่อไป
"สื่อสาร-พลังงาน" ดันบวก "พลาสติก-คอมพิวเตอร์" ตัวฉุด
เมื่อพิจารณาในรายอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อ MPI ในเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่
1. อุปกรณ์สื่อสาร ขยายตัวสูงถึง 24.41% (YoY) จากผลิตภัณฑ์ Optical Transceiver (อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบ Optical) ที่โตตามกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI Data Center ทั่วโลก ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการเร่งผลิตเพื่อส่งออกล่วงหน้า รองรับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
2. การกลั่นน้ำมัน (ปิโตรเลียม) ขยายตัว 8.14% YoY จากน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเบนซิน เนื่องจากฐานที่ต่ำในปีก่อนจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ตามวาระ (Major Turnaround) ของโรงกลั่นบางแห่งช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2568
3. ชิ้นส่วนและแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 14.55% YoY โดยเฉพาะแผงวงจรพิมพ์ประกอบ (PCBA) ที่เติบโตตามตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายภาษีนำเข้า
4. ยานยนต์และน้ำตาล ยังคงเป็นอีกสองอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยหนุนแรงบวกในเดือนนี้
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลลบต่อ MPI ในเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่
1. พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นพื้นฐาน หดตัว 13.37% YoY (โดยเฉพาะ Polyethylene, Ethylene และ Polypropylene) จากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง และปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
2. การผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง หดตัว 10.91% YoY โดยเฉพาะ Hard Disk Drive (HDD) เนื่องจากฐานที่สูงในปีก่อนจากการเร่งผลิตคำสั่งซื้อค้างเก่า ประกอบกับอุปสงค์ในบางประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
3. เหล็กและเหล็กกล้าขั้นพื้นฐาน หดตัว 7.64% YoY (เหล็กเส้นข้ออ้อย เหล็กลวด เหล็กเส้นกลม) จากการหยุดซ่อมบำรุง คำสั่งซื้อลดลง และแรงกดดันจากการนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปราคาต่ำจากต่างประเทศ
4. น้ำมันปาล์ม และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ปรับตัวลดลงกดดันดัชนีเช่นเดียวกัน
ส่งออกอุตสาหกรรมโตบวกยาว 26 เดือน ก.ย. อยู่ระดับปกติ
ในด้านการค้าต่างประเทศประจำเดือนส.ค. 2569 การส่งออกรวม มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 24.3% YoY ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกเฉพาะหมวดสินค้าอุตสาหกรรม (หักทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) มีมูลค่า 26,361.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 23.1% YoY ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 เช่นเดียวกัน สินค้าส่งออกสำคัญที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 4,467 ล้านดอลลาร์ (ขยายตัว 42.1%), เครื่องใช้ไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์ยาง (ยางรถยนต์), ทองแดงและผลิตภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์
ด้านการนำเข้ามีมูลค่ารวม 35,289 ล้านดอลลาร์ (ขยายตัว 24.6% YoY) แบ่งเป็นการนำเข้าสินค้าทุน มูลค่า 10,805 ล้านดอลลาร์ (ขยายตัว 30.9%) และวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป (ไม่รวมทองคำ) มูลค่า 14,156 ล้านดอลลาร์ (ขยายตัว 19.7%) สะท้อนว่าภาคการผลิตยังคงนำเข้าปัจจัยการผลิตเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
สำหรับระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในภาพรวมเดือนก.ย. 2569 ส่งสัญญาณอยู่ในระดับปกติ โดยได้รับปัจจัยบวกภายในประเทศจากการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และความเชื่อมั่นคำสั่งซื้อในกลุ่มยางพาราแปรรูป บรรจุภัณฑ์พลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม ทว่าปัจจัยต่างประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและค่าขนส่งสืบเนื่อง
ดึง 3 ผลิตภัณฑ์ไฮเทค ยกระดับมาตรฐานสากล
นายศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมถึงเบื้องหลังการปรับปรุงดัชนี MPI ครั้งสำคัญนี้ว่า ที่ผ่านมานายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุง MPI ให้สามารถสะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยที่เป็นปัจจุบัน ครอบคลุมการลงทุนใหม่ และผลิตภัณฑ์เกิดใหม่ในตลาดโลก
การปรับปรุงดำเนินการผ่านคณะทำงานปรับปรุงข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก อาทิ สภาพัฒน์ (สศช.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), บอร์ด BOI และกรมศุลกากร เป็นต้น โดยอาศัยหลักเกณฑ์พิจารณาจากมูลค่าการสร้างรายได้จากการส่งออก ความสำคัญต่อประเทศ และเทรนด์ความต้องการของตลาดโลก ตลอดจนเลือกโรงงานที่เป็นผู้ผลิตรายสำคัญ มีความสมบูรณ์และถูกต้องของข้อมูล
ทั้งนี้ สศอ. ได้บรรจุ 3 ผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ เข้าสู่ชุดข้อมูลดัชนี MPI ได้แก่
1. อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบออปติคอล (Optical Transceiver) สินค้าดาวรุ่งหลัก มูลค่าส่งออกปี 2568 สูงถึง 456,416.08 ล้านบาท (คิดเป็น 4.09% ของมูลค่าส่งออกรวม) จ้างงานกว่า 21,000 คน
2. เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป มูลค่าส่งออกปี 2568 สูงถึง 200,381.40 ล้านบาท (คิดเป็น 1.8% ของมูลค่าส่งออกรวม) จ้างงานกว่า 20,000 คน
3. เครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับหน่วยประมวลผล (UPS / Server) มูลค่าส่งออกปี 2568 สูงถึง 145,466.44 ล้านบาท (คิดเป็น 1.3% ของมูลค่าส่งออกรวม) จ้างงานกว่า 9,000 คน
นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มตัวอย่างโรงงานใหม่ 28 แห่ง (รวม 50 ชุดข้อมูล) ในกลุ่ม Integrated Circuits (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมปรับปรุงข้อมูลย้อนหลังไปจนถึงปี 2567 ทั้งนี้ หากไม่มีการปรับเพิ่มความครอบคลุมชุดข้อมูลใหม่ข้างต้น ดัชนี MPI เดือนส.ค. 2569 จะอยู่ที่ระดับเพียง 96.04 เท่านั้น (แทนที่จะเป็น 103.43)
สำหรับการพัฒนาในระยะถัดไป นายศุภกิจ ระบุว่า เนื่องจากปัจจุบันการคำนวณดัชนียังใช้วิธีถ่วงน้ำหนักแบบคงที่ (Fixed Weight) โดยใช้ปี 2564 เป็นปีฐาน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนอาจใช้เวลาน้อยกว่า 5 ปี
ทั้งนี้ สศอ. จึงกำลังศึกษาเตรียมทดสอบนำแนวทางการคำนวณแบบ Chain-linked volume index (Chain-link Approach) หรือการเชื่อมโยงดัชนีแบบต่อเนื่องด้วยการปรับถ่วงน้ำหนักเป็นรายปี/ทุก 2-3 ปี มาประยุกต์ใช้เช่นเดียวกับสิงคโปร์ เพื่อให้ดัชนี MPI สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ ยืดหยุ่น และเป็นไปตามมาตรฐานสากล





