วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต่างชาติมองบวกไทยยกเครื่องคำนวณ 'MPI’ 'TDRI' รอผลสะท้อนมูลค่าศก.ส่งถึง ‘GDP‘

ส่องมุมมอง Goldman Sachs หลังไทยปรับสูตรดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ใหม่ ครอบคลุมสินค้าเทคฯ ดันคาดการณ์ GDP ไทยครึ่งปีแรกจ่อบวกเพิ่มเป็น 2.9%  

KEY POINTS

  • ส่องมุมมอง Goldman Sachs หลังไทยปรับสูตรดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ใหม่ ครอบคลุมสินค้าเทคฯ
  • ดันคาดการณ์ GDP ไทยครึ่งปีแรกจ่อบวกเพิ่มเป็น 2.9%
  • TDRI ออกโรงเตือนว่า GDP อาจไม่ได้พุ่งแรงตามดัชนี MPI?
  • ชี้"ปริมาณการผลิต" ไม่เท่ากับ "มูลค่าเพิ่ม" และภาพรวมเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะดีขึ้น ถึงยังไม่ช่วยให้ SME รอดพ้นวิกฤติสินเชื่อหดตัว

จากกรณีที่ Goldman Sachs วาณิชธนกิจระดับโลกออกรายงานการวิจัยเรื่อง “Thailand MPI revision could lift growth estimates but not case for tightening” โดยกล่าวถึงการปรับปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI)ของไทยล่าสุด โดยระบุว่าจะส่งผลดีต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเนื่องจากครอบคลุมการผลิตที่แท้จริงมากขึ้น

“กรุงเทพธุรกิจ” สอบถามประเด็นนี้กับ ส่องมุมมอง Goldman Sachs หลังไทยปรับสูตรดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ใหม่ ครอบคลุมสินค้าเทคฯ ดันคาดการณ์ GDP ไทยครึ่งปีแรกจ่อบวกเพิ่มเป็น 2.9% TDRI ออกโรงเตือนว่า GDP อาจไม่ได้พุ่งแรงตามดัชนี MPI? เจาะลึกความจริงที่ซ่อนอยู่ เมื่อ "ปริมาณการผลิต" ไม่เท่ากับ "มูลค่าเพิ่ม" และทำไมภาพรวมเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะดีขึ้น ถึงยังไม่ช่วยให้ SME รอดพ้นวิกฤติสินเชื่อหดตัวถึงผลต่อเศรษฐกิจไทยในประเด็นนี้

ดร.นณริฏกล่าวว่าดัชนี MPI เป็นดัชนีวัดปริมาณการผลิตที่มีข้อจำกัดตรงการปรับน้ำหนักเต็มรูปแบบทุกๆ 5 ปี ทำให้ปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร ซึ่งมีรอบการลงทุนและการผลิตในระยะเวลาที่สั้นกว่าในช่วง 5  ปี ซึ่งทำให้การผลิตและการส่งออกไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ

ทั้งนี้การปรับปรุงดัชนี MPI มีผลดีต่อเศรษฐกิจไทยหลายด้าน ได้แก่ การไขข้อสงสัยไทยเป็นทางผ่านสินค้าที่ผ่านมาส่งออกและนำเข้าเติบโตแต่ MPI ซบเซา จนเกิดคำถามว่าไทยเป็นเพียงทางผ่านของสินค้าหรือไม่

ซึ่งการมีตัวเลขการผลิตที่แท้จริงทำให้แก้ปัญหาเรื่องสินค้านำเข้ามาสวมสิทธิ์แก้ปัญหา การปรับปรุง MPI ของ สศอ.ช่วยให้เห็นกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นจริงในประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และช่วยลดข้อกล่าวหาเรื่องการนำเข้าสินค้ามาส่งออก หรือ Transshipment ข้อมูล  GDP จะต้องเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย และคาดว่า ผลต่อการปรับเพิ่ม GDP อาจไม่ได้มากนักด้วยเหตุผล 2 ประการสำคัญ ได้แก่

1.ปริมาณการผลิต (Volume) ไม่เท่ากับ มูลค่าเพิ่ม (Value-Added): MPI วัดเพียงปริมาณการผลิต ส่วน GDP วัดมูลค่าเพิ่ม การที่ MPI เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่า GDP จะเพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่ากิจกรรมการผลิตนั้นสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากน้อยเพียงใด ซึ่งสอดคล้องกับที่ Goldman Sachs ระบุว่า MPI รวมวัตถุดิบนำเข้าไว้ด้วย

2.กระบวนการกระทบยอด GDP โดยการจัดทำ GDP ของส ฏภาพัฒน์ต้องตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการผลิต ด้านรายจ่าย (การบริโภค การลงทุน การค้าสุทธิ) และด้านรายได้ประกอบกัน ไม่ได้อิงจากดัชนีฝั่งการผลิตเพียงอย่างเดียว

ผู้โดยสารรายงานว่าสาระสำคัญของ Goldman Sachs ในรายงานการวิจัยเรื่อง “Thailand MPI revision could lift growth estimates but not case for tightening” ระบุว่าการปรับปรุงสถิติ MPI ครั้งใหญ่ของ สศอ.เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026 โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก,ตัวรับส่งสัญญาณแสง (optical transceivers) และเครื่องสำรองไฟ (backup power units) รวมถึงขยายกลุ่มตัวอย่างโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

โดยการปรับปรุงนี้เกิดขึ้นหลังจากถูกผลักดันด้วยการตรวจสอบตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง หลังจากที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยต่ำกว่า 60% ติดต่อกันสองปี รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาระหว่างตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวดีแต่ MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิตกลับลดลง ส่งผลให้ สศอ. ปรับเพิ่มคาดการณ์ MPI ปี 2026 ขึ้นเป็น 2.75%–3.75% (จากเดิม 0%–0.5%)

ทั้งนี้ Goldman Sachs ประเมินว่า การที่สภาพัฒน์ใช้ MPI เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ GDP ภาคการผลิต (ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของ GDP รวม) การปรับปรุง MPI ครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้มีการปรับเพิ่มตัวเลข GDP ย้อนหลังด้วย

โดยการปรับประมาณการ GDP ของไทยขึ้นของ Goldman Sachs จากการปรับปรุง MPI อาจช่วยดันการเติบโตของ GDP จริงในครึ่งแรกของปี 2026 ขึ้นราว 0.5% จาก 2.4% เป็น 2.9%  ขณะที่ GDP ปี 2025 อาจถูกปรับขึ้นเป็น 2.9% (จากเดิม 2.4%) และปี 2024 ปรับขึ้นเป็น 3.1% (จากเดิม 3.0%)

อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ชี้ว่าการเติบโตของ MPI ในไทยยังเติบโตแบบกระจุกตัวส่วนใหญ่พึ่งพาสินค้าบางประเทศ เช่น ตัวรับส่งสัญญาณแสง (optical transceivers)  ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ รวมกันขยายตัวได้ไม่มากนัก และภาคนอกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ติดลบเล็กน้อย สะท้อนว่ายังไม่ใช่การฟื้นตัวของภาคเทคโนโลยีในภาพรวม ดังนั้นผลผลิตอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดการฟื้นตัวของภาคเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ภาคธุรกิจ SME ซึ่งคิดเป็น 70% ของการจ้างงาน และ 30% ของ GDP ไทยยังเผชิญความตึงตัวทางการเงิน สะท้อนผ่านสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส และแบกรับดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 6.9% เทียบกับบริษัทใหญ่ที่ราว 3% รวมถึงแรงกดดันจากการขาดดุลกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 1 แสนล้านบาท ทำให้ Goldman Sachs ยังคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใด