วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘WHA’ ย้ำดาต้าเซ็นเตอร์ หนุน ‘ฮับ AI’ เร่งรัฐวางเกณฑ์ หวั่นแบงก์ใหญ่ชะลอปล่อยสินเชื่อ

“จรีพร” เร่งภาครัฐคลอดเกณฑ์คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ตามกำหนดการทำงานของภาครัฐ เพื่อสร้างความชัดเจน หลังหารือแบงก์ต่างชาติ เริ่มชะลอการปล่อยกู้ดาต้าเซ็นเตอร์

KEY POINTS

  • “จรีพร” เร่งภาครัฐคลอดเกณฑ์คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ตามกำหนดการทำงานของภาครัฐ เพื่อสร้างความชัดเจน
  • หลังหารือแบงก์ต่างชาติ เริ่มชะลอการปล่อยกู้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยไปปล่อยกู้ให้โครงการในมาเลฯแทน
  • ชี้ไทยยังมีโอกาสจากธุรกิจนี้อีกมาก หลังติดลิสต์ประเทศได้ดุลการค้าดิจิทัล
  • แนะทำโซนนิ่ง Data Center Campus คู่ AI Training Center

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the trap จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่าในปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Transition Period) ซึ่งเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวถึง 80% คิดเป็นมูลค่า 1.36 ล้านล้านบาท

โดยในจำนวนนี้มาจาก ภาคดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) สูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google และ AWS เข้ามาตั้งฐานโครงสร้างพื้นฐานเรื่องดิจิทัลในไทยอย่างต่อเนื่องจากความพร้อมที่ประเทศไทยมีอยู่หลายด้านทั้งเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และผู้ใช้งานAI 

  • ชี้ Data Center คือรากฐานดิจิทัล 

นางสาวจรีพรเน้นย้ำว่า Data Center คือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของ Digital Economy ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนายกระดับไปสู่ AI Data Center และ Hyper Scaler Data Center โดยการประมวลผล Cloud Computing, AI Computing ตลอดจนบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ๆ ทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพา Data Center เป็นฐานราก

 “ถ้าพวกคุณไม่มี Data Center คุณจะต่อยอดไปถึง AI ได้ยังไง มันไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหากประเทศไทยสามารถปูรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้พร้อมและเพียงพอ ไทยจะไม่เป็นเพียงผู้ใช้งาน AI หรือ AI User แต่จะไม่สามารถยกระดับขึ้นเป็น ศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค ที่สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาค (Regional Financial Hub) ได้ในอนาคต”

  • เตือนไทยช้าไม่ได้! แบงก์ต่างชาติย้ายปล่อยเงินกู้ไปเพื่อนบ้าน

ในประเด็นด้านแข่งขันและการเร่งรัดนโยบาย นางสาวจรีพรระบุว่า แม้ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่ประเทศไทยเนื่องจากสิงคโปร์และมาเลเซียชะลอการรับ Data Center แต่ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านเริ่มกลับมาเปิดรับการลงทุนอีกครั้งด้วยกฎระเบียบใหม่

ประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะ "ช้าไม่ได้" เพราะไม่ได้มีเพียงไทยประเทศเดียวที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุน ดังนั้นจึงขอให้ภาครัฐเร่งรัดเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ชัดเจน เพราะได้มีการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล และพิจารณาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน และจะครบกำหนด 1 เดือนตามที่ได้บอกไว้ในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณเตือนสำคัญจากสถาบันการเงินต่างชาติ ที่เตรียมปล่อยเงินกู้ให้กับผู้พัฒนาโครงการ Data Center (Operators) ซึ่งหากเห็นว่าการอนุมัติและนโยบายของประเทศไทยมีความชะงักงันหรือล่าช้า สถาบันการเงินต่างชาติก็พร้อมที่จะย้ายเม็ดเงินกู้ไปปล่อยให้กับโครงการในประเทศมาเลเซียแทน

“สำหรับ WHA แม้ลูกค้ารายใหญ่ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัท Global ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องการจัดหาเงินทุน แต่บริษัทก็ได้ตัดสินใจ ชะลอการรับลูกค้ารายใหม่สำหรับ Data Center ไว้ชั่วคราว เพื่อรอประเมินทิศทาง ความชัดเจนเชิงนโยบาย และข้อจำกัดต่างๆ”

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนโอกาสทางเศรษฐกิจ นางสาวจรีพรได้เสนอแนะแนวทางขับเคลื่อนต่อภาครัฐ ดังนี้

  1. เร่งรัดกิโยตินกฎหมายและสิทธิประโยชน์มุ่งเป้า โดยต้องทำกิโยตินกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และกำหนดสิทธิประโยชน์การลงทุนแบบมุ่งเป้า (Targeted Incentives) เพื่อดึงดูดนักลงทุนยุทธศาสตร์โดยตรง
  2. การวางแผนกำลังไฟฟ้าและน้ำ โดยต้องกำหนดปริมาณกำลังการไฟฟ้า (Megawatts) ที่ชัดเจนเพื่อรองรับ Data Center พร้อมวางระบบสายส่งและระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นทางการ[5]
  3. การจัดโซนนิ่ง Data Center Campus ไม่ควรปล่อยให้ตั้งกระจัดกระจาย แต่เสนอให้จัดทำเป็น Data Center Campus ควบคู่ไปกับ AI Training Center ในลักษณะเมืองคู่ขนาน
  4. อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ทั้งนี้ แม้ไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในประเทศ แต่ ข้อมูลสำคัญของประเทศ (Critical Data) ต้องจัดเก็บไว้ภายในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือถูกชัตดาวน์ระบบจากภายนอก
  • ชี้ไทยเกินดุลฮาร์ดแวร์ AI ท็อป 10 ของโลก

ปัจจุบัน ประเทศไทยติด Top 10 ของโลกในการเกินดุลการค้าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยไทยจำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาตัดสินใจภายใน 2 ปีนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านจาก Old Economy ไปสู่ New Economy ที่ขับเคลื่อนด้วย Digital, Innovation, Knowledge และ Green

พร้อมกันนี้ ได้เรียกร้องให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบาย จากการแจกเงินประชานิยม เปลี่ยนมาเป็นการ "แจกความรู้ แจกอาชีพ และปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อของ SME" เพื่อแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการรากหญ้าสามารถเติบโตเคียงคู่กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ได้อย่างยั่งยืน