วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สันติธาร’ ชู ‘Trusted Connector’ สร้างจุดแข็งไทย ดันเศรษฐกิจสู่ ‘ขอบฟ้าใหม่’

"สันติธาร" ชูแนวคิด Trusted Connector ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูด FDI อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปรับปรุง KPI เน้นดึงดูดการลงทุนคุณภาพ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น เสนอยกเครื่องระบบปฏิบัติการประเทศ ทลายการทำงานแยกส่วนแบบไซโล เชื่อมโยงทุกภาคส่วนสร้างการเติบโต

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน “Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า คลื่นการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI ระลอกใหญ่ กำลังหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ สะท้อนผ่านมูลค่าการลงทุนในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ แรงผลักดันสำคัญมาจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับตัว และกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน คล้ายคลึงกับบริบทในปี 1991 หลังข้อตกลง Plaza Accord ที่เคยผลักดันให้เกิดการย้ายฐานการผลิตยานยนต์ และเปลี่ยนผ่านไทยจากเดิมที่เป็นประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรม

อีกด้านหนึ่ง ความพร้อมด้านภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ ทำให้ไทยมีจุดแข็งในฐานะ “ตัวเชื่อมทางเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ” (Trusted Connector Economy) และกลายเป็นจุดหมายสำคัญ เพื่อรองรับการกระจายห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการระดับโลกในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต, พลังงานสะอาด, และปัญญาประดิษฐ์

ดึงดูดลงทุนคุณภาพ สร้างงาน-เชื่อมโยงรายย่อย

อย่างไรก็ตาม บทเรียนในอดีตชี้ชัดว่าการกระจายผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจท้องถิ่นจะไม่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติหากปราศจากนโยบายรัฐเข้ามากำกับทิศทาง ดังนั้น รัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างแท้จริง

ในการนี้ กระทรวงการคลังได้ปรับเปลี่ยนแนวทาง และตัวชี้วัด หรือ KPI ในการเจรจาดึงดูดการลงทุนต่างชาติ จากเดิมที่วัดเพียงปริมาณเม็ดเงิน มาเป็นการวัดมูลค่า และความสามารถในการสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ

รวมถึงใช้แนวคิดผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI เข้ามาช่วยจัดสรรทรัพยากร เพราะการเปิดให้ต่างชาติมาลงทุน ไทยต้องให้การสนับสนุนทั้งที่ดิน น้ำ พลังงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังนั้น เราจึงต้องกำหนดเงื่อนไขผลตอบแทน ทั้งการจ้างงานที่มีคุณภาพ การร่วมมือด้านวิจัย และพัฒนากับมหาวิทยาลัย และการเชื่อมโยงซัปพลายเออร์ที่เป็น SMEs ไทย

‘สันติธาร’ ชู ‘Trusted Connector’ สร้างจุดแข็งไทย ดันเศรษฐกิจสู่ ‘ขอบฟ้าใหม่’

2 ยุทธศาสตร์เอไอ ดันไทยเข้าห่วงโซ่

นายสันติธาร กล่าวด้วยว่า ไทยต้องปรับตัวรับกระแสเทคโนโลยี ด้วยยุทธศาสตร์ AI สองขา ได้แก่ “All in AI” หรือผลักดันให้ไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่า AI ระดับโลก ทั้งการผลิตชิ้นส่วนหน่วยความจำ, ชิป, โฟโทนิกส์ และเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่กับการดึงศูนย์วิจัยเข้ามาในประเทศ

อีกด้านหนึ่งคือ “AI in all” มุ่งเน้นการกระจายการใช้งาน AI สู่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก และผู้ค้ารายย่อย ผ่านการนำระบบ AI ขนาดเล็กที่ใช้งานง่ายไปฝังไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลผ่านโครงการ "AI นกกระซิบ" เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ต้นทุนวัตถุดิบ บริหารสต๊อกสินค้า คาดการณ์ยอดขาย และจัดทำบัญชีเบื้องต้น ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะทางธุรกิจและเปิดโอกาสให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบการเงินได้ง่ายขึ้น

ยกเครื่องระบบปฏิบัติการ เคลื่อนไทยสู่ขอบฟ้าใหม่

หากมองเศรษฐกิจไทยเป็นเสมือนระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักร สิ่งที่ไทยต้องเปลี่ยนไม่ใช่ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ แต่คือ การยกเครื่อง “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System) ของประเทศโดยตรงทั้งระบบ

ทั้งนี้ ปัญหาของไทยในอดีตคือ หน่วยงานหรือภาคส่วนต่างๆ มักทำงานแบบแยกส่วน (Silos) และขาดความเชื่อมโยง ดังนั้น การยกเครื่องระบบปฏิบัติการคือ การเชื่อมโยงจุดที่อยู่แยกจากกันเข้าหากัน หรือ Connect the dots เพื่อให้ทุกองค์ประกอบ ทุกองค์กรของประเทศ สามารถทำงานสอดประสานกันได้อย่างแท้จริง

“ในอดีตการพัฒนาระบบมักถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญหรือคนเขียนโคดเพียงไม่กี่คน แต่ปัจจุบันเราอยู่ในยุคของ AI และ Vibe Coding ที่ภาครัฐจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนเขียนโคดอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว ทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ หรือประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมพัฒนาระบบปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ ร่วมสร้างสรรค์บทใหม่ของประเทศไปพร้อมกัน”

‘สันติธาร’ ชู ‘Trusted Connector’ สร้างจุดแข็งไทย ดันเศรษฐกิจสู่ ‘ขอบฟ้าใหม่’

ท้ายที่สุด นายสันติธาร เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group AM 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค.2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเปรียบเสมือน “โอลิมปิกทางการเงิน” ที่มีผู้นำกว่า 190 ประเทศเข้าร่วม และนับเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการแสดงศักยภาพ และกำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก

“ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ลองนึกถึงตอนที่มีใครสักคนซื้อโฆษณาบนโซเชียลมีเดียให้คุณ แล้วสายตานับล้านคู่กำลังจับจ้องมาที่คุณ คุณอยากจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร? ผมคิดว่านั่นคือ โอกาส ไม่ว่าคุณจะเป็นภาคเอกชนหรือระดับบุคคล คุณต้องการเรียนรู้อะไรจากโลก และคุณอยากให้โลกเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทย? ถามคำถามสองข้อนี้ และนั่นคือ สิ่งที่ไทยจะได้รับ”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์