วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

'พื้นที่การคลังแท้จริง' ในความคิด 'สันติธาร' ห่วงเพดานหนี้ ฉุดไทยพลาดโอกาสลงทุน

‘สันติธาร’ มองปัญหาโครงสร้างการคลังไม่ใช่แค่เพดานหนี้สาธารณะ แต่คือการสร้างพื้นที่การคลังแท้จริง ผ่านวินัย-ประสิทธิภาพ-การเติบโต ใช้โอกาสต่างชาติย้ายฐานการผลิต เร่งดึงดูดการลงทุน ปลดล็อกข้อจำกัดผ่าน Thailand FastPass และกลไก กรอ. ตั้งเป้าจีดีพีโตไม่ต่ำกว่า 3% ร่วมกับขยับการลงทุนรวมรัฐ-เอกชนเพิ่มเป็น 30%

ท่ามกลางข้อถกเถียงด้านพื้นที่การคลังของไทยที่ถูกจับตามองมากขึ้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เรายังกู้ได้อีกเท่าไร?” แต่เป็น “จะใช้เงินอย่างไรให้เศรษฐกิจกลับมาโตได้จริง?” เพราะภายใต้โจทย์เชิงโครงสร้างที่ไทยเผชิญ ทั้งสังคมสูงวัยและสัดส่วนการลงทุนที่ต่ำ การมองเพดานหนี้เป็นข้อจำกัดอาจทำให้ประเทศพลาดโอกาสสำคัญ

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เคยกล่าวไว้ในงาน Thailand Focus 2026 ในหัวข้อ Thailand's Macro Resilience Fiscal Strength, Debt Sustainability & Sovereign Confidence ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการบริหารนโยบายการคลังเพื่อรับมือความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศ จำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “เพดานหนี้สาธารณะตามกฎหมาย” และ “พื้นที่การคลังที่แท้จริง” (True Fiscal Space) เนื่องจากทั้งสองส่วนมีความแตกต่างกัน

ทั้งนี้ เนื่องจากเพดานหนี้สาธารณะตามกฎหมาย เช่น ที่ระดับ 70% ของจีดีพีเป็นเพียงกลไกหรือเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง (Discipline) สร้างความโปร่งใส และแสดงพันธสัญญาที่น่าเชื่อถือต่อตลาด ไม่ใช่กำแพงสูงสุดที่ประเทศไทยไม่มีทางก้าวข้าม และไม่ควรถูกใช้เพื่อชี้วัดพื้นที่การคลังที่เหลืออยู่

ภายใต้การนำของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คลังได้ยึดคำสำคัญ 3 คำเป็นหลักในการบริหาร คือ วินัย (Discipline) ประสิทธิภาพ (Efficiency) และการเติบโต (Growth)

วินัยทางการคลังไม่ได้หมายถึงการประหยัดถึงขั้นงดการใช้จ่าย แต่หมายถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะใช้เงินงบประมาณไปกับอะไร และเงินเหล่านั้นจะให้ผลตอบแทนกลับคืนมาอย่างไร (ROI) ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยต้องนำเทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด สิ่งนี้คือ ประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญแต่กลับได้รับการประเมินค่าน้อยกว่าจริงคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) เนื่องจากความกลัวที่จะใช้จ่ายอาจส่งผลเสียต่อการเติบโตของจีดีพีซึ่งเป็นส่วนสำคัญในสมการทางการคลังใน 2 มิติ

มิติแรกคือจีดีพีเป็นตัวหารในสัดส่วนทางการคลังต่าง ๆ หากจีดีพีอ่อนแอต่อเนื่อง การบริหารหนี้สาธารณะก็จะยากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างการคลังที่ไทยเผชิญอยู่ อีกด้านหนึ่ง การเติบโตทางเศรษฐกิจช่วยเพิ่มรายได้ของภาครัฐ โดยเฉพาะภาษีที่อิงกับการบริโภคซึ่งมักจะเติบโตไปพร้อมกับจีดีพี

“การเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับสมการทางการคลังใน 2 ทางแรกคือเป็นตัวหารเวลาเราคำนวณตัวเลขฐานะทางการคลังทุกอย่าง ถ้าจีดีพีอ่อนแอการบริหารทางการคลังจะยากขึ้นมาก อีกฝั่งคือรายได้ของรัฐ เมื่อเศรษฐกิจโตดีรายได้รัฐก็ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการสร้างการเติบโตจึงเท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”

ตั้งเป้าลงทุน 30% แก้ปัญหา ‘สังคมสูงวัย’

นายสันติธาร กล่าวด้วยว่า ปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างระยะยาว ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว โดยเฉพาะวิกฤตโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัยที่กำลังหดตัวและกดดันให้อัตราการเติบโตของจีดีพีลดลง 1% ในแต่ละปี

ดังนั้น การชดเชยแรงงานที่ลดลงจำเป็นต้องเพิ่มทุนและยกระดับผลิตภาพ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงทุนในระดับที่เพียงพอเท่านั้น อย่างไรก็ดี ส่วนการลงทุนต่อจีดีพีของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 23–24% มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

ในการนี้ เป้าหมายหลักของรัฐบาลในเวลานี้คือการผลักดันสัดส่วนการลงทุนให้ขึ้นไปแตะระดับ 30% ของจีดีพีเพื่อดึงศักยภาพการเติบโตเชิงโครงสร้างของจีดีพีให้กลับมาอยู่ที่ระดับ 3% หรือสูงกว่าอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบนโยบายยุทธศาสตร์หลัก 3 ระยะ คือ “ประคองวันนี้ เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้”

ปลดล็อกข้อจำกัด หนุนอุตสาหกรรมอนาคต

ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ (Transition Now) นายสันติธาร กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการลงทุนโลกที่เรียกว่า “Power Shoring” หรือการที่อุตสาหกรรมใหม่ย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ที่มีพลังงานสะอาดเพียงพอกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น

ดังนั้น การลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศสู่พลังงานสะอาด จึงมีส่วนช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ หรือ เป็นการลงทุนเพื่อพรุ่งนี้ (Invest for Tomorrow) ซึ่งจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (NEV) แผงโซลาร์ และระบบโครงข่ายไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด โดยรายจ่ายประจำ (Opex) กินสัดส่วนไปแล้วถึง 70% ของงบประมาณทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงตั้งเป้ากระตุ้นและปลดล็อกการลงทุนของภาคเอกชนซึ่งมีสัดส่วนหลักถึง 75% ของการลงทุนรวมในประเทศ เพื่อร่วมผลักดันเป้าหมายลงทุนรวม 30% ให้สำเร็จ

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแนวทางดำเนินงานดังกล่าวคือ ต้องลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค (Deregulation) การสร้างนโยบายที่ชัดเจนน่าเชื่อถือ รวมถึงการใช้โครงการ Thailand FastPass ช่วยให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังต้องลงทุนยกระดับทักษะแรงงานและศักยภาพของ SME ไทย ให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขยายฐาน FDI ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

นายสันติธาร กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามายังไทยเริ่มมีการกระจายตัวมากขึ้นทั้งประเภทอุตสาหกรรมและประเทศต้นทางที่เข้ามาลงทุน โดยนอกจากอุตสาหกรรม AI และดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ยังขยายตัวไปยังกลุ่มองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์, โฟโตนิกส์, และแผงวงจรพิมพ์ (PCBs) รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า, หุ่นยนต์, และเทคโนโลยีชีวภาพ

“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องทฤษฎี แต่มันเริ่มเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง สะท้อนผ่านเติบโตด้านการลงทุนที่แข็งแกร่งติดกัน 2 ไตรมาส โดยการลงทุนเอกชนไตรมาส 2 อยู่ที่ราว13% ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 13 ปี ดังนั้นเราจึงเห็นแล้วว่าโมเมนตัมของการลงทุนวันนี้ กลับมาแข็งแกร่งมาก”

แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมจะส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศในระยะสั้น จากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุน แต่การนำเข้าเพื่อการลงทุนเป็นสิ่งที่ดีเพื่อสร้างกำลังการผลิตและเพิ่มศักยภาพในอนาคต รวมถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพิงฟอสซิล เปรียบเสมือน “ความเจ็บปวดระยะสั้น” ที่ไทยต้องก้าวผ่าน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นที่ดีขึ้นในอนาคต

ร่วมมือรัฐ-เอกชน เร่งเศรษฐกิจโตใน 3 มิติ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ขึ้น เพื่อร่วมขับเคลื่อน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์แห่งอนาคต, การแพทย์และสุขภาพ และอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งเดิมของประเทศ เช่น ค้าปลีกค้าส่ง, เกษตรและอาหาร, การท่องเที่ยว

โดยรัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการแก้ไขอุปสรรคและปลดล็อกข้อจำกัด ไม่ใช่เข้าไปแข่งขันกับภาคเอกชน โดยมีการตั้งเป้าหมายร่วมกัน (Joint KPIs) คือ

  • เพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีให้สูงกว่า 3%
     
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้อยู่ที่ 30% ของจีดีพี
     
  • เพิ่มอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก จากปัจจุบันที่ 26

นิยามความสำเร็จในทางปฏิบัติคือการสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นควบคู่ไปกับการเติบโตที่ดีขึ้น หรือResilience with Better Growth โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่

  1. Stronger Growth (เติบโตแข็งแกร่ง): ขับเคลื่อนโดยการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพจีดีพีเชิงโครงสร้าง
     
  2. More Inclusive Growth (เติบโตทั่วถึง): มีผลเชิงบวก (positive spillover) กระจายสู่ SMEs และสร้างงานที่ดีขึ้นให้กับแรงงานทั่วไป ไม่กระจุกตัวเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคตเท่านั้น
     
  3. More Sustainable Growth (เติบโตยั่งยืน): ลดความเปราะบางของเศรษฐกิจ และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานผ่านการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงเพื่อลดความอ่อนไหวต่อวิกฤตพลังงานโลก

โดยสรุปแนวคิดของนายสันติธาร คือการเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งรับสู่การรุกสร้างฐานการเติบโตใหม่ โดยมีการลงทุนเป็นหัวใจสำคัญ แม้ประเทศอาจต้องเผชิญความเจ็บปวดระยะสั้นบ้าง แต่สิ่งเหล่านั้นคือต้นทุนที่จำเป็น ดังนั้น บทพิสูจน์ที่แท้จริงในระยะข้างหน้าจึงอยู่ที่ว่าความร่วมมือผ่านกลไกภาครัฐและเอกชนจะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง ทั่วถึง และยั่งยืนได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป