“สันติธาร” มองปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อมองเห็นปัญหาจริง เน้นกำกับดูแลผ่าน 3 เลนส์ ได้แก่ การมองเป็นโรงงาน มีกติกาสิ่งแวดล้อมและต้นทุนที่ชัดเจน มองเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ประเทศ และมองเป็นการลงทุนร่วมกัน สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ช่วงนี้ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากในไทย ฝั่งหนึ่งมองเป็นการลงทุนแห่งอนาคตที่จะดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI แต่อีกฝั่งกังวลเรื่องการใช้น้ำและไฟมหาศาล รวมถึงคำถามเรื่องการสร้างงานและประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจริง
ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่แค่ไทยที่เจอ แต่หลายประเทศกำลังประสบเช่นกัน ดังนั้น จากการที่ได้เข้าร่วมการประชุม "คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์" เป็นครั้งแรก จึงอยากขอแชร์ข้อคิดส่วนตัว
สิ่งแรกที่สำคัญคือต้อง “เปิดแผล” ด้วยการเก็บข้อมูลให้ครบและเป็นระบบก่อน ปัจจุบันข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ ของไทยยังกระจัดกระจาย ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของความต้องการไฟ น้ำ และทรัพยากรในอนาคตที่ชัดเจน
รวมถึงต้องแยกประเภทของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น แบบทั่วไป,ไฮเปอร์สเกเลอร์ (Hyperscaler) หรือ เอไอดาต้าเซ็นเตอร์ (AI Data Center) ซึ่งใช้ทรัพยากรและสร้างประโยชน์ต่างกัน เพราะหากไม่เห็นปัญหาตามจริงก็แก้ไม่ได้
เมื่อเห็นข้อมูลแล้ว สามารถมองผ่าน 3 เลนส์ เลนส์แรกคือ มอง “เสมือนโรงงาน” แม้ผลผลิตเป็นดิจิทัลแต่ทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบอยู่ในโลกจริง
บทเรียนจากต่างประเทศอย่างไอร์แลนด์และสิงคโปร์ชี้ให้เห็นว่า ต้องมีกติกาที่สะท้อนต้นทุนและผลกระทบ มีมาตรฐานขั้นต่ำทั้งเรื่องความปลอดภัย ประสิทธิภาพพลังงาน ที่ตั้ง สิ่งแวดล้อม และผลกระทบชุมชน ไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้รายอื่น โดยต้องยืดหยุ่นตามเทคโนโลยี และแยกแยะระหว่างผู้เล่นที่ไม่ดีกับตัวอุตสาหกรรม
เลนส์ที่สองคือ มองเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” เช่นเดียวกับถนน โดยคุณค่าของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้วัดที่จำนวนพนักงานประจำ แต่อยู่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่มันรองรับ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่ายิ่งเยอะยิ่งดี เพราะทรัพยากรมีจำกัด จึงต้องมีเข็มทิศเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่สร้างงานสร้างรายได้จริง
เลนส์ที่สามคือ มองเป็น “การลงทุนร่วมกัน” เพราะไทยก็ลงทุนผ่านสิทธิประโยชน์และทรัพยากรต่างๆ จึงต้องมองหาผลตอบแทนต่อประเทศที่ไม่ใช่แค่มูลค่าเงินลงทุน แต่รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน SME ไทย ทักษะแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเร่งให้เกิดพลังงานสะอาด
บทสรุปจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “เอา” หรือ “ไม่เอา” แต่ต้องระวังว่าจะกลัวจน 'ปิดประตู' พลาดโอกาส หรืออยากได้จนเปิดรับโดยไม่คำนึงถึงต้นทุน เราจึงต้องเริ่มจาก 'เปิดแผล' ด้วยข้อมูลจริง 'จัดระเบียบ' วางกติกา 'หาความพอดี' ให้สอดคล้องกับทรัพยากร และ 'สร้างความคุ้มค่า' ให้ประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่ลงทุนไป





