“กองทุนน้ำมัน” มองราคาน้ำมันโลกทรงตัวสูง คาดสิ้นปีดีเซลแตะ 180-190 ดอลลาร์ ชดเชยวันละ 770 ล้านบาท ติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาท จ่อทะลุแสนล้านบาท เตรียม Exit ทยอยลดอุดหนุนราคา เล็งกู้เงินเพิ่ม ชงรัฐร่วมรับภาระประคองเศรษฐกิจ สนพ.เฝ้าระวังวิกฤติตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานพุ่ง “ศุภจี” คาดผลกระทบรุนแรงกว่ารอบแรก
KEY POINTS
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบแล้ว 80,000 ล้านบาท และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 100,000 ล้านบาทในเดือนต.ค. 2569 เนื่องจากต้องชดเชยราคาน้ำมัน และก๊าซ LPG วันละ 770 ล้านบาท
- เพื่อสกัดไม่ให้กองทุนติดลบถึง 1 แสนล้านบาท สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้เตรียมแผนรองรับวิกฤติ โดยจะทยอยลดระดับการอุดหนุนราคาน้ำมัน (Exit) ซึ่งอาจทำให้ราคาขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอีก
- สกนช. เตรียมเสนอให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมรับภาระ เนื่องจากลดการอุดหนุนจะกระทบค่าครองชีพประชาชน โดยอาจต้องพิจารณากู้เงินเพิ่ม และออกมาตรการอื่นเพื่อเยียวยาผลกระทบควบคู่กันไป
สถานการณ์ราคาพลังงานน่ากังวลอีกรอบเมื่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางซับซ้อนขึ้น โดยผู้ค้าประเมินความเสี่ยงต่ออุปทานจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะท่อส่งน้ำมันสายสำคัญของซาอุดีอาระเบียที่หยุดเดินระบบหลังถูกโจมตี ในขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ดีขึ้น ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงทรงตัวเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์
ส่วนราคาดีเซลล่าสุดปิดตลาดเกิน 195 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าปลายปี 2569 ราคายังคงทรงตัวในระดับสูง
ในขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายปลีกในไทยทยอยปรับขึ้นทุกประเภท โดยเฉพาะการปรับขึ้นแรงเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ถึงลิตรละ 0.85 บาท ทั้งกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ทำให้กระทรวงพลังงานต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานติดตามและเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ราคาพลังงาน โดยเฝ้าระวังปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ใกล้ชิดหลังพบสัญญาณความตึงเครียด และการปะทะในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่กลับมารุนแรงขึ้นกระทบราคาพลังงานโลก และต้องมีมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบประชาชน
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป รวมถึงก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกสูงขึ้นรวดเร็วช่วงไม่กี่วัน โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจร (Spot LNG) สูงขึ้นมาก
นอกจากนี้ เทรนด์พลังงานไทยรวมถึงเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ต่างต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานทำให้ความผันผวนราคาพลังงานโลกเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
เปิดแผนรับมือด้านพลังงานไฟฟ้า และก๊าซ LNG
ทั้งนี้การป้องกันไม่ให้ราคา Spot LNG ที่สูงขึ้นกระทบต้นทุนผลิตไฟฟ้า และค่าไฟฟ้าประชาชน กระทรวงพลังงานกำหนดแนวทาง และมาตรการรับมือในฝั่งภาคไฟฟ้า ดังนี้
1.เน้นการบริหารสัญญา LNG ระยะยาว เร่งจัดหา และใช้ประโยชน์จากสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว ซึ่งมีโครงสร้างราคาที่เสถียร และไม่สูงเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับราคาในตลาดจรที่มีความผันผวนสูง
2.รับซื้อพลังงานสะอาดส่วนเพิ่มเข้าสู่ระบบ พิจารณาใช้มาตรการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มจากพลังงานสะอาดเข้ามาเสริมในระบบไฟฟ้า เพื่อลดปริมาณการนำเข้า Spot LNG ที่มีราคาแพง
ตั้งรับราคาน้ำมัน และสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ สนพ.และกระทรวงพลังงานใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทรกแซง และรักษาเสถียรภาพ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสูงถึง 80,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ สนพ.พยายามบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ติดลบถึง 100,000 ล้านบาท แต่หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นไม่หยุดอาจต้องขยับปรับราคาขายปลีกในประเทศบางส่วนเพื่อส่งสัญญาณตลาด และป้องกันไม่ให้กองทุนน้ำมัน ประสบภาวะวิกฤติจนบริหารจัดการไม่ได้
รวมถึงส่งเสริมการใช้ไบโอฟิวเอล (Biofuel) โดยกองทุนน้ำมัน สนับสนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดนำเข้าน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปที่มีราคาแพง
กองทุนน้ำมัน ควักชดเชยวันละ 770 ล้านบาท
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังสูงต่ออีกระยะ โดยล่าสุดราคาดีเซลปิดตลาดเกิน 195 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่ง สกนช.คาดว่าปลายปี 2569 ราคาน้ำมันตลาดโลกยังเกาะกลุ่ม 180-190 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังทำหน้าที่พยุงราคาไม่ให้สูงเร็วเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทำให้กองทุน มีภาระรายจ่ายในการชดเชยราคาน้ำมันมหาศาล 770 ล้านบาทต่อวัน หรือ 23,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยเป็นภาระชดเชยน้ำมันวันละ 700 กว่าล้านบาท และก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละ 10 กว่าล้านบาท
กางแผนวิกฤติทยอย “Exit” ลดการอุดหนุน
สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ติดลบ 80,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นอาจถึงระดับ 100,000 ล้านบาทในเดือนต.ค.2569 ซึ่งหากฐานะกองทุน ติดลบ 1 แสนล้านบาท ซึ่ง สกนช.เตรียมหาแนวทางตามแผนรองรับวิกฤติแล้ว โดยเฉพาะการปรับอัตราการชดเชยหรือมาตรการ Exit เป็นการทยอยลดระดับการอุดหนุน
ทั้งนี้ จะดำเนินการอย่างระมัดระวังไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศสูงเกินไปจากเดิมเคยตรึงดีเซล 30 บาทต่อลิตร แต่ราคาขึ้นมาแตะ 40 บาทต่อลิตร และอาจต้องเพิ่มขึ้นอีกตามสถานการณ์ โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประชุมร่วมกันทุกวันช่วงเย็นนับตั้งแต่เกิดสงครามเพื่อติดตามสถานการณ์
ชงรัฐบาลเคาะมาตรการอุ้มภาระค่าครองชีพ
นอกจากนี้ สกนช.พิจารณามาตรการ การเงินด้วยการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเลือกตามแผน โดยก่อนหน้านี้ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 อนุมัติให้ สกนช.กู้เงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยกู้มาแล้ว 1 หมื่นล้านบาท และเหลือวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น การจะกู้เงินรอบใหม่จะต้องรอสัญญาณ และนโยบายจากรัฐบาล เนื่องจากการลดการอุดหนุนจะกระทบค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น รัฐบาลต้องมีส่วนร่วมช่วยเหลือบางส่วน ซึ่งกำลังศึกษาเพื่อหาแนวทาง และมาตรการอื่นมาเยียวยาประชาชนควบคู่กัน
นายพรชัย กล่าวว่า มาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 จะสิ้นสุดวันที่ 24 ก.ย.2569 จะทำให้เงื่อนไขการจ่ายเงินอุดหนุนเปลี่ยนไป โดยกองทุนฯ จ่ายเงินอุดหนุนในสภาวะปกติเหมือนอดีตไม่ได้ แต่จะเข้าไปช่วยเหลือได้เฉพาะเกิดวิกฤติ
ทั้งนี้ น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นน้ำมันตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งกองทุนฯ อุดหนุนได้เมื่อเกิดวิกฤติ แม้ว่าการนำเชื้อเพลิงชีวภาพมาผสมจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ข้อดีช่วยลดพึ่งการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ช่วยให้เงินไม่ไหลออกนอกประเทศ โดย สกนช.หาแนวทางลดต้นทุนควบคู่การดูแลคุณภาพ และสนับสนุนรายได้เกษตรกร
ยันราคาน้ำมันไทยไม่แพงเกินอาเซียน
ส่วนก๊าซหุงต้ม (LPG) ปัจจุบันกองทุนฯ บริหารจัดการโดยแยกบัญชีออกจากน้ำมันชัดเจนเป็นกองทุน 1 และกองทุน 2 เพื่อแยกส่วนต้นทุน และการขายออกจากกัน โดย LPG ทุกภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และภาคครัวเรือนยังรวมบัญชีกัน
สาเหตุที่ราคา LPG สูงขึ้นช่วงนี้เกิดจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่ในภาวะราคาปกติผลต่างระหว่างกองทุน 1 และกองทุน 2 มีสถานะเป็นบวกหรือสร้างรายได้เข้ากองทุน ซึ่งปัจจุบันยังตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เป็นระดับที่บริหารจัดการได้
สำหรับระดับราคาน้ำมันในประเทศเมื่อเทียบกลุ่มประเทศในอาเซียนพบว่าไทยไม่มีราคาสูงเกินไป โดยราคาดีเซลอยู่อันดับ 3-4 ในภูมิภาค แม้แพงกว่ามาเลเซียเล็กน้อยไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร แต่ไทยไม่สูงกว่าประเทศส่วนใหญ่ โดยแพงกว่าบรูไนที่มีแหล่งน้ำมัน และสลับขึ้นลงกับเวียดนาม และมาเลเซีย
วอนประชาชนร่วมใจประหยัดพลังงาน
ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลสุดขณะนี้นอกเหนือระดับราคาน้ำมันคือ ผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลง ซึ่งเป็นความกังวลอันดับ 1 เนื่องจากเศรษฐกิจต้องขับเคลื่อนด้วยการลงทุน และน้ำมันเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญหากราคาน้ำมันสูงเกินไปจะฉุดกำลังซื้อ และกำลังการผลิต ซึ่งกองทุนน้ำมัน ต้องพยุงราคาไว้ไม่ให้สูงเกินไปเพื่อประคองเศรษฐกิจ
ขณะที่ทางออกยั่งยืนสุดคือ ประชาชนต้องเริ่มต้นจากการประหยัดพลังงาน และวางแผนการใช้ เพราะตราบใดที่ไทยต้องพึ่งนำเข้าพลังงาน แต่ไม่ประหยัดจะสร้างภาระมหาศาล ซึ่งหากทุกภาคส่วน ร่วมกันประหยัดจะช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤติ และทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้
“ศุภจี” คาดผลกระทบรุนแรงกว่ารอบแรก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์รอบ โดยเห็นได้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพิ่ม และราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าใจสภาพเศรษฐกิจในประเทศจึงให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาต่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้มีแค่โครงการไทยช่วยไทย พลัส แต่จะมีมาตรการอื่นด้วย เพราะวิกฤติครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าเดิมเพราะเราช้ำจากรอบแรก และยังไม่ฟื้น” นางศุภจี กล่าว
รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส อยู่ที่ 2 เดือน (ต.ค.- พ.ย.2569) หลังจากโครงการระยะแรกจะสิ้นสุดสิ้นเดือนก.ย.2569 โดยขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาวงเงินช่วยเหลือต่อเดือนจะคงเดิมที่เดือนละ 1,000 บาท หรือไม่
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





