วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน 2569

Login
Login

’ศุลกากร‘ หนุนแก้ MPI ลบข้อกล่าวหา ‘สวมสิทธิ์’ ยันสินค้าส่งไปสหรัฐพบปัญหาน้อย

“ศุลกากร” แจงสินค้าสวมสิทธิส่งออกไปสหรัฐ มีมูลค่าเพียงหลักพันล้าน ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าส่งออกรวม เร่งแก้ข้อกล่าวหา บังคับใช้โทษปรับ-ริบของกลาง ปรับปรุงดัชนี MPI สะท้อนการผลิตจริง สร้างความน่าเชื่อถือเจรจาการค้าระหว่างประเทศ 

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท ในฐานะตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย

แต่จากการปราบปรามการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าขาออกของกรมศุลกากร พบว่า การสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ มีมูลค่ารวมอยู่ในหลักพันล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกรวม 

นอกจากนี้ สินค้าที่ตรวจพบว่ามีการสวมสิทธิ์แอบอ้างถิ่นกำเนิด หรือ “Made in Thailand” ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง และของใช้ในบ้านเรือน

ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้า 10 อันดับแรกของสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีสูงที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐ อาทิ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผลิตโดยบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ตั้งฐานการผลิตในไทยอย่างถูกต้อง เช่น Western Digital

อย่างไรก็ดี เพื่อป้องกันและปราบปรามการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเด็ดขาด กรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดหลายด้าน ประกอบไปด้วย

  • พิจารณาบทลงโทษโดยพิจารณาตามประเภทของการสวมสิทธิ์ ได้แก่ การสวมสิทธิ์เพื่อนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายภายในราชอาณาจักร และการสวมสิทธิ์สินค้าเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ 
  1. กำหนดบทลงโทษกรณีสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าขาออกเป็นเท็จ ตามมาตรา 202 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร
     
  2. กำหนดบทลงโทษกรณีสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าขาเข้าเป็นเท็จ ตามมาตรา 244 ผู้กระทำความผิดจะถูกปรับเป็นจำนวน 2 เท่าของราคาของ รวมค่าอากร บวกเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ตลอดจนภาษีอื่น ๆ หากมี มีเพดานโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท 

นอกจากนี้ ให้ยกของกลางที่กระทำความผิดนั้นตกเป็นของแผ่นดินอีก เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดการบิดเบือนทางการค้าและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

2. ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ในการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) และเตรียมนำระบบบริหารความเสี่ยง (ROVERs PLUS) มาใช้ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อคัดกรองความเสี่ยงเชิงรุก เช่น การตรวจสอบประวัติการจดทะเบียน สภาพโรงงาน การใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และเครื่องจักรจริง

3. ประสานงานและทำงานร่วมกับหน่วยงานศุลกากรและคุ้มครองชายแดนสหรัฐ (CBP) รวมถึงหน่วยสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (HSI) ที่ประจำ ณ ท่าเรือแหลมฉบังอย่างใกล้ชิด 

แก้ MPI ลบข้อกล่าวหา ‘สวมสิทธิ์’

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการสวมสิทธิ์ส่งออก จากความคลาดเคลื่อนของ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ใช้ฐานข้อมูลเดิมปี 2564 ทำให้คำนวณไม่ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่และโรงงานขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนผลิตและส่งออกจริง 

ดังนั้น เมื่อสหรัฐพิจารณาตัวเลข MPI ทางการของไทย และพบว่าภาคการผลิตไม่เติบโต หรือแต่สวนทางกับตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐ ที่ขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดสมมติฐานว่าไทยอาจเป็นเพียงทางผ่านในการสวมสิทธิ์สินค้า

“การที่ MPI ไม่ได้นับรวมภาคการผลิตของกลุ่มผู้ส่งออก 10 อันดับแรก ก็เปรียบได้กับกับการคำนวณดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET50 โดยตัดบริษัทขนาดใหญ่อย่าง ปตท. หรือธนาคารกรุงเทพ ออกไป ทำให้ดัชนีที่ออกมาต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก”

ด้วยเหตุนี้ กรมศุลกากรจึงเดินหน้าบูรณาการข้อมูลการค้าร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งปรับปรุงการจัดทำ MPI ให้เป็นปัจจุบันและสะท้อนศักยภาพการผลิตที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และส่งผลดีต่อการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐ