วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน 2569

Login
Login

 ถอดรหัสสิทธิบัตร 'พลังงานสะอาด ' จีนผงาดนำโลก ไทยหาช่องชิงตลาด

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย เทรนด์สิทธิบัตร “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนโลก” จีน ขึ้นแท่นผู้นำนวัตกรรมพลังงานเบอร์ 1 ของโลก โซลาร์ยังครองแชมป์ แต่ “ความร้อนใต้พิภพ” มาแรง เปิด 3 ทางรอดไทย

KEY POINTS

  • จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกด้านสิทธิบัตรพลังงานสะอาด โดยมีจำนวนคำขอยื่นสูงสุดและเติบโตอย่างรวดเร็ว สะท้อนการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางนวัตกรรมของโลก
  • พลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนสิทธิบัตรมากที่สุด แต่พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) มีอัตราการเติบโตสูงสุดและยังมีคู่แข่งน้อย ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง
  • ไทยมีโอกาสชิงส่วนแบ่งตลาดโดยไม่ต้องแข่งขันกับรายใหญ่โดยตรง แต่เน้นการพัฒนาชิ้นส่วนขั้นสูง เจาะเทคโนโลยีเฉพาะทางที่มีคู่แข่งน้อย และผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ แรงกดดันจากภาวะโลกร้อนและเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศ กำลังเร่งให้ “พลังงานสะอาด” กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมินวัตกรรมที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก และสิ่งที่สะท้อนการแข่งขันได้อย่างชัดเจน คือ “สิทธิบัตร” ซึ่งกำลังกลายเป็นทั้งเครื่องมือปกป้องนวัตกรรมและแต้มต่อสำคัญในการครองห่วงโซ่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ฐานข้อมูลสิทธิบัตรขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ในช่วง 19 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2567 พบว่า ทั่วโลกมีการยื่นคำขอสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 760,245 ฉบับ โดยจำนวนคำขอเพิ่มจาก 24,286 ฉบับในปี 2549 เป็น 50,209 ฉบับในปี 2567 หรือขยายตัวเฉลี่ย 4.1% ต่อปี

แต่การเติบโตของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนไม่ได้เป็นเส้นตรง หากแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วงเติบโตระยะแรกในปี 2549-2555 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการตื่นตัวด้านพลังงานสะอาด ก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐานและชะลอตัวระหว่างปี 2556-2563 จากการปรับสมดุลของตลาดและปัจจัยท้าทายต่างๆ และกลับมาเร่งตัวอีกครั้งในช่วงปี 2564-2567 จากแรงหนุนของนโยบาย Net Zero และการเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาดของหลายประเทศ

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันที่ไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม แต่กลับกระจุกอยู่ในประเทศที่มีฐานเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดย 5 ประเทศแรกครองสัดส่วนสิทธิบัตรด้านพลังงานหมุนเวียนรวมกันถึง 83% ของโลก

"จีน"ครองอันดับหนึ่งด้วยจำนวน 234,595 ฉบับ ตามด้วยญี่ปุ่น 161,168 ฉบับ สหรัฐอเมริกา 99,113 ฉบับ เกาหลีใต้ 83,942 ฉบับ และเยอรมนี 51,815 ฉบับ

 ถอดรหัสสิทธิบัตร  'พลังงานสะอาด ' จีนผงาดนำโลก ไทยหาช่องชิงตลาด

ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ “จีน” ซึ่งไม่ได้เพียงครองจำนวนสิทธิบัตรสูงสุด แต่ยังมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นอย่างมาก จากการยื่นคำขอเพียง 1,283 ฉบับในปี 2549 เพิ่มขึ้นเป็น 30,382 ฉบับในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ยถึง 19.2% ต่อปี และเฉพาะปี 2567 ผู้ยื่นคำขอชาวจีนมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของการยื่นคำขอทั่วโลก

“อรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า  ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันด้านนวัตกรรม จากเดิมที่ฐานเทคโนโลยีสำคัญอยู่ในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป สู่การก้าวขึ้นมาของจีนในฐานะหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของโลก

เมื่อแยกตามประเภทเทคโนโลยี พบว่า พลังงานหมุนเวียน 5 กลุ่มมีพัฒนาการแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประกอบด้วย

พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) ยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ครองสัดส่วนถึง 52.1% หรือ 396,448 ฉบับ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.4% ต่อปี โดยผู้เล่นสำคัญส่วนใหญ่เป็นบริษัทเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากเอเชียและสหรัฐฯ เช่น Samsung Electronics, Mitsubishi Electric, TSMC, LG Electronics และ Intel

รองลงมาคือ เซลล์เชื้อเพลิงและไฮโดรเจน (Fuel Cells & Hydrogen) มีสัดส่วน 21.2% หรือ 161,204 ฉบับ แม้เป็นเทคโนโลยีที่เคยชะลอตัว แต่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า ช่วงปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโต 2% ต่อปี กลุ่มผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ Toyota Motor, Honda Motor, Robert Bosch, Hyundai Motor และ Nissan Motor

ส่วน พลังงานลม (Wind Energy) มีสัดส่วน 16.3% หรือ 124,254 ฉบับ แต่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 8.8% ต่อปี โดยมีบริษัทผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่จากยุโรปและสหรัฐฯ เป็นผู้เล่นสำคัญ เช่น Vestas Wind Systems, Siemens Gamesa, General Electric และ Siemens AG

 ถอดรหัสสิทธิบัตร  'พลังงานสะอาด ' จีนผงาดนำโลก ไทยหาช่องชิงตลาด

ขณะที่ พลังงานน้ำ (Hydro Energy) มีสัดส่วน 9% หรือ 68,770 ฉบับ อยู่ในช่วงเติบโตเต็มที่และเริ่มทรงตัว ด้วยอัตราการเติบโต 4.4% ต่อปี มีทั้งบริษัทวิศวกรรมจากเยอรมนี ตลอดจนรัฐวิสาหกิจและสถาบันการศึกษาจากจีนเข้ามามีบทบาท

แต่กลุ่มที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ตลาดขนาดใหญ่ที่สุด หากเป็น พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 1.3% หรือ 9,569 ฉบับ แต่กลับมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 9.3% ต่อปี

จุดเด่นของ Geothermal คือ ยังเป็นตลาดที่มีฐานสิทธิบัตรไม่หนาแน่น และยังไม่มีผู้เล่นรายใดครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการสร้างเทคโนโลยีเฉพาะทางและใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นแต้มต่อในการแข่งขัน

 ถอดรหัสสิทธิบัตร  'พลังงานสะอาด ' จีนผงาดนำโลก ไทยหาช่องชิงตลาด

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่ใช่ประเทศผู้นำด้านสิทธิบัตรพลังงานหมุนเวียน แต่ข้อมูลช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือปี 2564-ปัจจุบัน พบว่า มีการยื่นคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรวม 760 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 529 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 231 คำขอ

โครงสร้างผู้ยื่นคำขอยังคงเป็นต่างชาติ 63% ขณะที่ผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 37% โดยกลุ่มผู้ยื่นไทยส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษา อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ขณะที่ผู้ยื่นต่างชาติที่เข้ามาจดสิทธิบัตรในไทยมีทั้งบริษัทด้านพลังงานและเทคโนโลยี เช่น REC Solar, Qualcomm และ Mitsubishi Heavy Industries

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยมีฐานงานวิจัยและองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดอยู่ไม่น้อย แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่แข่งขันในตลาดโลกได้

ท่ามกลางการแข่งขันที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเป็นเจ้าตลาด การเข้าไปแข่งขันโดยตรงในเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น แผงโซลาร์เซลล์หรือเซลล์เชื้อเพลิง อาจไม่ใช่เส้นทางที่ง่ายสำหรับผู้ประกอบการไทย แต่ช่องว่างยังมีอยู่ หากเลือก “สนาม” ให้เหมาะกับศักยภาพของประเทศ

“อรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า จากข้อมูลกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงมองเห็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยใน 3 แนวทางสำคัญ

แนวทางแรก คือ การวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนขั้นสูง โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งระบบ แต่สามารถมุ่งพัฒนาส่วนประกอบย่อย อุปกรณ์ต่อพ่วง หรือเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตระดับโลก

แนวทางที่สอง คือ การเจาะเทคโนโลยีศักยภาพสูงที่ยังมีคู่แข่งไม่มาก โดยเฉพาะ Geothermal ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง แต่ฐานสิทธิบัตรยังไม่หนาแน่น เปิดพื้นที่ให้นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทางและสร้างสิทธิบัตรเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

และแนวทางที่สาม คือ การเชื่อมงานวิจัยกับภาคธุรกิจ โดยนำผลงานจาก สวทช. มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิจัยต่างๆ มาต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อให้ผลงานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องทดลอง แต่สามารถพัฒนาเป็นสินค้า เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ได้จริง

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ตัวเลขสิทธิบัตรในช่วง 19 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศที่สามารถสร้างและครอบครองเทคโนโลยีได้ ย่อมมีโอกาสกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจต้องเผชิญกับต้นทุนและข้อจำกัดทางการแข่งขันที่สูงขึ้น

สำหรับไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การไล่ตามประเทศผู้นำในทุกเทคโนโลยี แต่คือการค้นหา “ช่องว่าง” ที่ไทยมีศักยภาพ แล้วเร่งสร้างองค์ความรู้ จดสิทธิบัตร และต่อยอดสู่ภาคธุรกิจ