วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน 2569

Login
Login

วิกฤตต้นทุนทุบ SME ไทย 70% อาการ 'ทรงกับทรุด' จี้ผนึกกำลังครึ่งปีหลังพลิกเกม

“วิกฤตต้นทุน” ทุบสุขภาพ SME ไทย โดย “เอสเอ็มอี” 7 ใน 10 อาการ “ทรง-ทรุด” แสงชัยชี้ครึ่งปีหลังต้องร่วมมือพลิกเกม

KEY POINTS

  • ผลสำรวจของ สสว. ในไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า SME ไทยกว่า 70.5% อยู่ในภาวะ "ทรงกับทรุด" โดยเป็นกลุ่มที่อยู่ในช่วงขาลงแต่ยังประคองตัวได้ (38.2%) และกลุ่มที่มีรายได้พอจ่ายหนี้แต่ไม่พอลงทุน (32.3%) ขณะที่มีกลุ่มเติบโตต่อเนื่องเพียง 17.2%
  • วิกฤตต้นทุนเกิดจากหลายปัจจัย โดยต้นทุนหลักคือค่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป (38.7%) ตามมาด้วยแรงกดดันจากค่าไฟฟ้า และต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สูงเฉลี่ยถึง 30% ของยอดขาย
  • SME ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือเร่งด่วนที่สุดในเรื่องการลดต้นทุนดำเนินธุรกิจ (66.5%) แต่ปัญหาใหญ่คือการเข้าถึงมาตรการรัฐ โดยพบว่า 36.3% ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการใดๆ และมาตรการที่มีอยู่ถูกมองว่าไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เต็มที่เนื่องจากขั้นตอนซับซ้อนและไม่ตรงจุด
  • นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในครึ่งปีหลังเพื่อพลิกสถานการณ์ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจ (Empathy) และทำให้มาตรการช่วยเหลือต่างๆ เข้าถึงผู้ประกอบการได้จริง เพื่อยกระดับและพัฒนาธุรกิจ SME ให้กลับมาเป็นผู้นำได้

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า เอสเอ็มอีที่มีการเติบโตต่อเนื่องมีสัดส่วนเพียง 17.2% ขณะที่เอสเอ็มอีที่อยู่ในช่วงขาลงแต่ยังพอประคับประคองตัวได้มีสัดส่วนถึง 38.2% และกลุ่มที่มีรายได้พอจ่ายหนี้แต่ไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนอีก 32.3% ซึ่งเมื่อรวมสองกลุ่มหลังแล้วคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70.5% ของเอสเอ็มอีทั้งหมด ส่วนเอสเอ็มอีที่ขาดทุนต่อเนื่อง อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ และมีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPLs) มีสัดส่วน 12.3%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพว่าสุขภาพของเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะตึงตัวทางเศรษฐกิจ ยากต่อการขยับขยายธุรกิจ และต้องประคับประคองกิจการเพื่อฝ่าฟันปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้าอยู่รอบด้าน

ผ่าโครงสร้างต้นทุน วัตถุดิบครองแชมป์ 38.7%

ผลสำรวจโครงสร้างต้นทุนของเอสเอ็มอีโดย สสว. เมื่อเดือนส.ค. 2569 ระบุว่า สัดส่วนต้นทุนของเอสเอ็มอีแบ่งเป็น ค่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป 38.7% ค่าใช้จ่ายด้านการผลิต/การให้บริการ 17.9% ค่าแรงงานและสถานที่ 13.0% ค่าขนส่งโลจิสติกส์ 10.4% ค่าการตลาดและช่องทางการขาย 8.2% ต้นทุนทางการเงินและภาษี 6.7% และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ 5.1% ตามลำดับ ทั้งนี้สัดส่วนต้นทุนจะแตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ ทั้งภาคการค้า ภาคการบริการ ภาคการผลิต และภาคธุรกิจเกษตร

ด้านการเปลี่ยนแปลงของต้นทุน พบว่าเอสเอ็มอี 81.9% ระบุว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น มีเพียง 15.3% ที่ต้นทุนเท่าเดิม และ 2.8% ที่ต้นทุนลดลง โดยผลกระทบเกิดขึ้นในทุกขนาดธุรกิจ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงภาคธุรกิจการผลิตที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 84.0% ทั้งนี้เอสเอ็มอี 8 ใน 10 ราย ประเมินว่าต้นทุนในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยทุกกลุ่มมีสัดส่วนต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 75.0% ซึ่งวิสาหกิจขนาดกลาง วิสาหกิจขนาดย่อม และภาคการผลิต เป็นกลุ่มที่รับรู้แรงกดดันสูงกว่ากลุ่มอื่น สะท้อนว่าภาระต้นทุนยังเป็นความท้าทายสำคัญของเอสเอ็มอีโดยรวม

ขณะที่เอสเอ็มอีที่มีการนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ประสบปัญหาต้นทุนสินค้านำเข้าปรับราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย 82.0% ระบุต้นทุนเพิ่มขึ้น 16.8% เท่าเดิม และ 1.2% ลดลง สะท้อนว่าภาระต้นทุนยังเป็นความท้าทายสำคัญของเอสเอ็มอีทั้งประเทศ

นายแสงชัย กล่าวต่อว่า โครงสร้างต้นทุนของเอสเอ็มอีกระจายตัวอยู่ทั้งด้านการผลิต/บริการ และด้านการตลาดและช่องทางการขายที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าเอสเอ็มอีมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการทั้งต้นทุนด้านการผลิตและต้นทุนด้านการเข้าถึงลูกค้าควบคู่กันไป เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับมาตรการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะวัตถุดิบ พลังงาน ขนส่งโลจิสติกส์ ค่าแรง และค่าเช่า สะท้อนสภาวะที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง โดยเอสเอ็มอีให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระต้นทุนระยะสั้นก่อนมาตรการด้านการลงทุนและการยกระดับผลิตภาพ เพื่อช่วยประคับประคองธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน

นอกจากนี้ เอสเอ็มอีประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนวัตถุดิบและสินค้ามาจากราคาวัตถุดิบในตลาดเป็นหลัก รองลงมาคือราคาพลังงาน ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ ความต้องการของตลาด และการปรับราคาของคู่ค้า สะท้อนว่าเอสเอ็มอีเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนผ่านปัจจัยในห่วงโซ่อุปทานโดยตรงมากกว่าปัจจัยมหภาค อาทิ ความขัดแย้งระหว่างประเทศหรืออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังราคาวัตถุดิบ พลังงาน และการขนส่งอีกทอดหนึ่ง

“ค่าไฟฟ้า” แรงกดดันวงกว้าง

ด้านค่าไฟฟ้าเป็นแรงกดดันเอสเอ็มอีในวงกว้าง โดยระดับผลกระทบแบ่งเป็น ไม่สามารถประเมินได้ 10.1% กระทบระดับเล็กน้อย 42.7% กระทบระดับปานกลาง 39.9% กระทบระดับมาก 7.2% และกระทบระดับมากที่สุด 0.1% ขณะที่มาตรการค่าไฟฟ้าใหม่ยังมีความไม่ชัดเจนในรายละเอียด แต่เอสเอ็มอีที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์มองว่ามีศักยภาพช่วยลดต้นทุนได้ทางหนึ่ง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ต้นทุนขายออนไลน์ของเอสเอ็มอี ซึ่งไม่ได้มีเพียงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ร่วมด้วย ทว่าเอสเอ็มอียังจำเป็นต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้า

จากข้อมูลพบว่า เอสเอ็มอีมีการประเมินค่าใช้จ่ายรวมที่เกี่ยวข้องกับการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าโปรโมชั่น และค่าโฆษณา โดยในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคารส่วนใหญ่ถึง 51.2% มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 26-35% ของยอดขาย และเอสเอ็มอีถึง 56.5% มีค่าใช้จ่ายที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บเมื่อขายสินค้าได้สูงกว่า 20% นอกจากนี้ เอสเอ็มอีที่ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และเอสเอ็มอีธุรกิจขนส่งมวลชนที่ไม่ใช่ประจำทาง ก็เผชิญต้นทุนทางตรงและต้นทุนอื่นๆ ของแพลตฟอร์มในระดับสูงเช่นกัน

จากการประเมินของ สสว. พบว่าเอสเอ็มอีมีต้นทุนค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายออนไลน์สูงถึงเฉลี่ย 30.0% ของยอดขาย นับเป็นภาระต้นทุนที่เอสเอ็มอีแบกรับและกระทบต่อผลประกอบการโดยตรง

นายแสงชัย เสนอว่า จำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อยกระดับแพลตฟอร์ม e-commerce ไทยให้ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงจัง และลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เกิดทางเลือกและทางออกในการค้าออนไลน์

ขณะเดียวกันการเจรจาเปิดตลาดการค้าออนไลน์ของไทยในต่างประเทศที่สำคัญจะเป็นการเพิ่มโอกาสและลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างช่องทางการขายใหม่ๆ ในกลุ่มตลาดใหม่ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ อีกทั้งการผลักดันให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้าสู่ระบบฐานภาษีของประเทศไทย จะช่วยให้เกิดการกำกับดูแลและการจัดเก็บรายได้ที่เหมาะสมเป็นธรรมเข้าประเทศ เพื่อการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจต่อไป

ทางรอด SME ปรับตัวสารพัดวิธี ครึ่งปีหลังหนักหน่วง

สำหรับแนวทางการปรับตัวของเอสเอ็มอีเพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ การปรับเพิ่มราคาสินค้า การลดต้นทุนด้านอื่นๆ ที่สามารถทำได้ การปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุน การลดผลกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า การเจรจาต่อรองราคากับซัพพลายเชนหรือคู่ค้า การลดจำนวนพนักงานหรือปรับรูปแบบการจ้างงาน การเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อลดต้นทุน การลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และการกู้เงินหรือหาแหล่งทุนเพิ่มเติม เป็นต้น

ทั้งนี้ เอสเอ็มอีเกือบครึ่งคาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคการบริการ ขณะที่กลุ่มที่เผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นอยู่แล้วในปัจจุบันก็ยังคาดว่าแรงกดดันจะต่อเนื่อง สะท้อนว่าต้นทุนยังไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายอย่างชัดเจน ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงคาดหวังและต้องการมาตรการจากภาครัฐที่ “เข้าถึงง่าย เห็นผลเร็ว และตรงเป้าหมาย” ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมุ่งเน้นความต่อเนื่องของมาตรการโครงการต่างๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ลดต้นทุนและวางแผนพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมาย

เปิดโผต้นทุนที่ SME อยากให้รัฐช่วยมากที่สุด

จากผลสำรวจของ สสว. เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 พบว่าต้นทุนที่เอสเอ็มอีต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือมากที่สุด เรียงลำดับได้ดังนี้

1. ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ 66.5% (วัตถุดิบ สินค้า พลังงานเชื้อเพลิง พลังงานไฟฟ้า ค่าขนส่งโลจิสติกส์ ค่าแรง และการควบคุมราคาในพื้นที่เช่าขาย)

2. ภาษี กฎระเบียบ และต้นทุนภาครัฐ 12.0% (ภาษีและค่าธรรมเนียม ภาษีออนไลน์และกฎหมายที่ควรปรับปรุง ภาระด้านกฎระเบียบและการขออนุญาต)

3. การตลาดและการแข่งขัน 9.5% (การตลาดและการประชาสัมพันธ์ การสร้างมาตรฐานสินค้าและแบรนด์เพื่อการแข่งขัน การตั้งราคาเชิงกลยุทธ์และสอดคล้องกับพฤติกรรมตลาด)

4. แพลตฟอร์มออนไลน์และ Digital Economy 4.6% (ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้านและการปรับตัวตามอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มออนไลน์ การกำกับดูแลให้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นธรรมและโปร่งใส)

5. การเงินและการลงทุน 4.1% (ดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงิน การลงทุนด้านพลังงานทดแทน)

6. เทคโนโลยีและการเพิ่มผลิตภาพ 2.0% (เทคโนโลยีและเครื่องจักร เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบบริหารจัดการธุรกิจ)

7. การเพิ่มทักษะด้านการเงิน บัญชี ภาษี และการวางแผนต้นทุนของเอสเอ็มอี 1.3%

โดยลักษณะมาตรการที่เอสเอ็มอีต้องการ อาทิ มาตรการต้องอนุมัติรวดเร็วหรือสามารถขอรับสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ เงื่อนไขการเข้าร่วมไม่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องลงทุนล่วงหน้าจำนวนมาก การจัดตั้ง SME One Stop Service แบบเบ็ดเสร็จครบวงจร มาตรการช่วยเหลือครอบคลุมทุกขนาดและประเภทกิจการเพื่อสนับสนุนตามประเภทและขนาดธุรกิจ สนับสนุนเงินทุนจนสามารถดำเนินโครงการได้สำเร็จ มีระบบที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงหรือหน่วยงานช่วยดำเนินการเพื่อสนับสนุนองค์ความรู้และการ Workshop เชิงปฏิบัติการ

รวมถึงสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านราคาวัตถุดิบและพลังงาน การรวมกลุ่มจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ (Co-Buy/Group Purchasing) สนับสนุนการเข้าถึงการจับคู่ธุรกิจ B2B และ B2G รวมทั้ง Business Matching ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ และมาตรการต้องมีความต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย และเห็นผลลดต้นทุนได้ในระยะสั้น ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงถึง 81.9%

ปัญหาการเข้าถึงมาตรการรัฐ ยังเป็นจุดอ่อนใหญ่

นายแสงชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงของเอสเอ็มอีกับมาตรการและโครงการต่างๆ ของภาครัฐที่มีอยู่มากมาย ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีเพียง 63.7% ของเอสเอ็มอีทั้งหมดที่เคยเข้าร่วมมาตรการของภาครัฐ ขณะที่อีก 36.3% ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการใดๆ เลย

ในกลุ่มที่เคยเข้าร่วม ส่วนใหญ่ 35.2% ได้รับมาตรการลดค่าไฟฟ้า รองลงมา 19.0% ได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดและการขายออนไลน์ 14.4% ได้รับการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ลดค่าธรรมเนียม 9.0% ได้รับการสนับสนุนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ 8.4% ได้รับดอกเบี้ยต่ำและค้ำประกันสินเชื่อ 6.3% ได้รับการอบรมด้านบัญชี ภาษี หรือการบริหารต้นทุน 4.6% ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีหรือระบบดิจิทัล และ 3.1% ได้รับการสนับสนุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์หรือพลังงานทดแทน

ขณะที่ผลการประเมินประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐที่เอสเอ็มอีได้รับ พบว่า ช่วยได้มากเพียง 6.1% ช่วยได้พอสมควร 48.7% ช่วยได้น้อย 24.1% และไม่ช่วยลดต้นทุนเลย 21.1% โดยสาเหตุสำคัญที่มาตรการไม่ช่วยแก้ปัญหา ได้แก่ ขั้นตอนหรือเงื่อนไขการเข้าร่วมมีความซ้ำซ้อน 24.8% มาตรการไม่ตรงกับปัญหาของธุรกิจ 19.8% ระยะเวลาดำเนินการและอนุมัติใช้เวลานาน 14.2% วงเงินหรือสิทธิประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงพอ 11.0% ไม่ทราบข้อมูลข่าวสาร 10.9% ต้องลงทุนเพิ่มเติมก่อนจึงจะใช้มาตรการได้ 10.5% และคุณสมบัติของกิจการไม่ตรงตามเกณฑ์ 8.8%

“แม้ปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการและโครงการต่างๆ ที่ดีและเป็นประโยชน์มากมาย แต่ยังขาดการบริหารจัดการฐานข้อมูลของเอสเอ็มอีเชิงรุก และการเชื่อมฐานข้อมูลที่สำคัญจากหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อการออกแบบนโยบายให้ตอบโจทย์ มีมาตรการและโครงการที่ตรงตามความต้องการและแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม” แสงชัยกล่าว

นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้เป็นเสมือนกระจกสะท้อนมุมมองของเอสเอ็มอีต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ภาระต้นทุนต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามารอบด้าน และการเข้าถึงใช้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ เพื่อการปรับเปลี่ยนและยกระดับให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และทำให้เข้าถึงจึงจะได้โอกาสในการพัฒนา ครึ่งแรกของปีเราตาม แต่ถ้าครึ่งปีหลังเราร่วมกันทำได้ดีขึ้นได้ เราจะเป็นผู้นำ” นายแสงชัย กล่าว