วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน 2569

Login
Login

แนะออกแบบไทยช่วยไทยใหม่ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงดาวน์เกรด

นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เตือนรัฐบาลทบทวน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ออกแบบให้ได้ประโยชน์กับเศรษฐกิจ ติงงบ พ.ร.ก. เหลือจำกัด ชี้‘นักการเมือง’ เป็นฝ่าย “เสพติดประชานิยม”

KEY POINTS

  • นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เตือนรัฐบาลทบทวน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ออกแบบให้ได้ประโยชน์กับเศรษฐกิจ
  • ติงงบ พ.ร.ก. เหลือจำกัดต้องใช้ตอบโจทย์เศรษฐกิจมากสุด
  •  ชี้‘นักการเมือง’ เป็นฝ่าย “เสพติดประชานิยม”หลังทำมาตรการต่อเนื่องแล้วได้คะแนนเสียงทันที
  • หวั่นกระทบวินัยการคลัง เตือนเครดิตเรตติ้งจับตา "เสี่ยงดาวน์เกรด"

ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลว่าปัจจุบันเงินกู้ตามพ.ร.ก.เงินกู้ฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทในส่วนแรกที่ให้นำมาใช้ทำโครงการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเหลืออยู่เพียง 4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกลับมาทบทวนเป้าหมายหลักของโครงการนี้ให้ชัดเจนว่าจัดทำขึ้นเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ดร.อธิภัทร กล่าวต่อว่าหากรัฐบาลตั้งเป้าหมายของโครงการนี้ว่าคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงินปะปนกันแบบถ้วนหน้าแก่ประชาชน 30 ล้านคน อาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากผู้ได้รับสิทธิ์บางกลุ่มไม่ได้มีแนวโน้มการบริโภคสูง  ในทางกลับกัน หากเป้าหมายคือการบรรเทาความเดือดร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องแจกเงินให้ครบทั้ง 30 ล้านคน เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้ประสบความเดือดร้อนจริง จึงควรคัดกรองเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับเป้าหมายของรัฐบาลนอกจากนี้ ควรทบทวนเงื่อนไขการออกแบบโครงการ เช่น สัดส่วนการร่วมจ่าย (Co-paying) ในอัตรา 60/40 ซึ่งถือเป็นภาระต้นทุนที่สูงมากสำหรับรัฐบาล รวมถึงการกำหนดวงเงินใช้จ่ายและระยะเวลาให้เกิดประโยชน์กับการใช้เม็ดเงินจากเงินกู้สูงสุด

“รัฐบาลต้องพยายามรักษาสมดุล ระหว่างข้อจำกัดด้านงบประมาณ กับแรงกดดันทางการเมืองที่นักการเมืองมักต้องการให้จัดทำมาตรการในรูปแบบเดิมและใช้วงเงินจำนวนมาก”ดร.อธิภัทร กล่าว

ในมิติด้านการเงินการคลัง ดร.อธิภัทร ให้ข้อคิดว่า แม้การกู้เงินตาม พ.ร.ก. จะสามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ผู้มีหน้าที่ดูแลด้านการคลังและวินัยการคลังของประเทศ ต้องระมัดระวังไม่ให้การดำเนินมาตรการกลายเป็นการละเลยวินัยการคลัง หรือขัดต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการกู้เงิน

พร้อมกันนี้ ยังเตือนว่าสถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit Rating Agencies) ต่างจับตา ฐานะการคลังของรัฐบาล เป็นปัจจัยหลักที่อาจส่งผลต่อการปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade) ของประเทศ การตัดสินใจว่าจะต่ออายุโครงการหรือไม่ จึงไม่สามารถตอบเพียงแค่ "เห็นด้วย" หรือ "ไม่เห็นด้วย" ได้ทันที แต่ต้องพิจารณาว่าการออกแบบโครงการสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อนได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินงบประมาณจริงหรือไม่

  • แนะต่อยอดโครงสร้างระยะยาว ดึงร้านค้าเข้าภาษี-เสริมแกร่งดิจิทัล

ดร.อธิภัทร เสนอแนะว่า โครงการไม่ควรมุ่งผลสัมฤทธิ์เพียงแค่การสร้างผลกระทบชั่วคราวในไตรมาสเดียว หรือเน้นแค่การหมุนเวียนเงินให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ในระยะสั้น แต่ควรมีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับไปสู่โครงการพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะยาว ได้แก่

  1. การดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ให้มากยิ่งขึ้น
  2. การส่งเสริมศักยภาพร้านค้า ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือ AI
  3. การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ (Access to Credit) ของผู้ประกอบการรายย่อย
  •  "นักการเมือง" เสพติดประชานิยม ไม่ใช่ประชาชน

เมื่อถามว่าประชาชนหรือร้านค้าอาจเสพติดโครงการแจกเงินในลักษณะนี้เพราะได้รับการช่วยเหลือมาอย่ส ดร.อธิภัทร มองว่า ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เสพติด แต่คือนักการเมืองต่างหากที่เสพติดนโยบายประชานิยม"

เนื่องจากโครงการอย่างไทยช่วยไทยพลัส เป็นนโยบายประชานิยมที่นักการเมืองชื่นชอบ เพราะสามารถใช้หาเสียงและสร้างคะแนนนิยมได้ทันที ดังนั้น สังคมควรร่วมกันเซ็ตบรรทัดฐานใหม่ เพื่อไม่ให้นักการเมืองเสพติดการใช้นโยบายประชานิยมในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป

"ผมคิดว่าประเทศเราในเรื่องประชานิยมอาจจะไม่เรียกว่าคนเสพติดคือประชาชน ผมคิดว่าคนเสพติดประชานิยมคือนักการเมือง นักการเมืองเนี่ยเสพติดนโยบายที่เรียกว่าประชานิยม ผมคิดว่าการที่บอกว่าประชาชนเสพติดเนี่ยไม่ถูก คนเสพติดคือนักการเมืองเองเพราะทำโครงการลักษณะนี้แล้วได้คะแนนนิยมทันที สังคมจึงต้องหาทางร่วมกันเพื่อไม่ให้นักการเมืองใช้โครงการลักษณะนี้"ดร.อธิภัทร กล่าว