วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

'แสงชัย' ชี้วิกฤติซ่อนโอกาส ดัน Longevity-Wellness รับ FDI แสนล้าน ยุค Data Center

'แสงชัย' ชี้วิกฤติซ่อนโอกาส ดัน Longevity-Wellness รับ FDI แสนล้าน ยุค Data Center

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความกังวลต่อวิกฤตการณ์พลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ 

ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชนที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง แม้ว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 จะเริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการ “คนละครึ่ง” เข้ามาช่วยประคองการบริโภคในระยะสั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ SME รายย่อยทั่วประเทศก็ตาม 

ปักหมุด “Longivity & Wellness” โอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติพลังงาน แต่ทางสมาพันธ์ SME ไทยได้มองเห็นขอบฟ้าใหม่ (New Horizon) และโอกาสสำคัญที่จะพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมายและกลไกความร่วมมือระดับโลก โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. FDI แสนล้าน เครื่องจักรใหม่จาก Data Center และอุตสาหกรรมอนาคต โดยโอกาสที่โดดเด่นที่สุดคือการเร่งตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านการส่งเสริมของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งคาดการณ์มูลค่าการลงทุนรวมหลายแสนล้านบาท แม้ Data Center อาจจะยังไม่ได้เชื่อมโยงกับ SME โดยตรงในระยะแรก แต่จะส่งผลบวกมหาศาลต่อการจ้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม 

2. Longevity & Wellness โอกาสทองของเศรษฐกิจฐานราก ธุรกิจที่ SME ไทยควรปักหมุดและให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ Longevity หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอายุยืนและ Wellness เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในการเชื่อมโยงและกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการในเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างทั่วถึง 

3. พลิกโฉมเกษตรไทย จากแชมป์ส่งออกสู่มูลค่าเพิ่ม ในส่วนของภาคเกษตรกรรม ถึงเวลาต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยเลิกมุ่งเน้นเพียงการเป็นแชมป์ส่งออกข้าวที่เกษตรกรยังคงมีหนี้สิน แต่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมูลค่าเพิ่ม ทั้งในส่วนของประมง ปศุสัตว์ และพืชผล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับคนในภาคเกษตรและ SME

4. พลังงานสะอาด (Green Energy) กุญแจสำคัญในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อให้สอดรับกับการเข้ามาของ Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาดเป็นหลัก ภาครัฐจำเป็นต้องทบทวนแผน PDP ฉบับใหม่ โดยลดบทบาทพลังงานฟอสซิลและเร่งผลักดัน Clean Energy เต็มสูบ 
    
"รัฐต้องเร่งโครงสร้างพื้นฐานโซลาร์ฟาร์มชุมชนและในเขตนิคมอุตสาหกรรม พร้อมเพิ่มสัดส่วน Local Content โดยรัฐควรส่งเสริม Ecosystem พลังงานสะอาดโดยใช้แผงโซลาร์และวัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย เพื่อลดการนำเข้าและสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมภายในประเทศ"

5. เวที World Bank & IMF (เดือนต.ค. 2569) มุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจสีขาว โดยการประชุม World Bank และ IMF ที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการวาง Roadmap เศรษฐกิจโลกและไทย โดยสมาพันธ์ฯ มีมุมมองต่อประเด็นนี้ ดังนี้ 

1. White Economy นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจสีขาว ที่ขับเคลื่อนด้วยธรรมาภิบาล เทคโนโลยี AI และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์บริบทโลกที่เปลี่ยนไป

2. Sustainable Finance คาดหวังให้เกิดความร่วมมือและส่งสัญญาณด้านกลไกทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ

3. Global Roadmap การประชุมครั้งนี้จะช่วยให้ไทยเห็นฉากทัศน์เศรษฐกิจโลก (Global Economic Scenarios) และร่วมสร้าง Road Map เพื่อให้ SME และประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

"แม้ครึ่งปีหลังจะมีปัจจัยเสี่ยง แต่หากไทยสามารถบริหารจัดการโอกาสจากการลงทุนใหม่ๆ การปรับตัวสู่สินค้ามูลค่าสูงด้วย AI และการวางโครงสร้างพลังงานสะอาดที่เอื้อต่อการลงทุน จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของโลก"

เปิดสถิติช็อก! ขีดความสามารถ SME ร่วงกราวรูด

จากการสำรวจสุขภาพธุรกิจ SME ทั่วประเทศกว่า 2,700 ราย โดยสสว. พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ผู้ประกอบการ SME เคยมีการเติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ 21% แต่พอเข้าสู่ไตรมาส 1 ปี 2569 ตัวเลขดังกล่าวกลับลดลงอย่างฮวบฮาบเหลือเพียง 6% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถที่ลดลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางวิกฤตพลังงานและปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา 

นอกจากนี้ กลุ่มที่เหลือส่วนใหญ่ยังติดหล่มอยู่ในภาวะที่ทำได้เพียงประคองตัว หรืออยู่ในกลุ่มหนี้เสีย (NPL) ที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้และต้องพึ่งพาเงินกู้ใหม่เพื่อให้อยู่รอด โดยกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ ภาคการผลิต ที่ค่า Total Factor Productivity (TFP) เริ่มติดลบมาตั้งแต่ปี 2567 และมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องในปี 2568-2569 เช่นเดียวกับภาคการค้าปลีกและร้านอาหารที่เผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง แต่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ ทำให้กำไรบางลงอย่างมาก

เสนอให้ภาครัฐยกระดับโครงการสนับสนุนจากเดิมไปสู่ไทยช่วยไทย พลัส เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม SME ทุกขนาด รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นหัวใจสำคัญใน Supply Chain ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายเม็ดเงิน ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำถึงภัยคุกคามจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาตีตลาด โดยทางออกเดียวของผู้ประกอบการไทยคือการปรับตัวสู่สินค้ามูลค่าสูง (High Value) โดยใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมเข้ามาสร้างความโดดเด่นและแตกต่าง รวมถึงการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ