วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม 2569

Login
Login

SME ติดหล่ม 9 กับดัก 'แสงชัย' แนะเร่งดัน GDP ฝ่า 'ต้นทุน-หนี้-สงครามการค้า'

เศรษฐกิจไทย กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาระหนี้สะสมที่กดทับภาคธุรกิจมายาวนาน

โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งด้านต้นทุน รายได้ สภาพคล่อง และความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว หากภาครัฐไม่เร่งออกแบบนโยบายและปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เป้าหมายสำคัญของประเทศไทยในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอัตราการขยายตัวของ GDP ประเทศเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลก

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน GDP ของภาคเอสเอ็มอีให้แตะระดับไม่น้อยกว่า 40% ของ GDP ประเทศ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างงาน และออกแบบเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

GDP ไทยโตต่ำต่อเนื่อง เอสเอ็มอีชะลอตัว

ข้อมูล ปี 2568 พบว่า GDP ประเทศไทยมีมูลค่า 18.97 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 2.4% แบ่งเป็น

  • GDP ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ (LEs) มูลค่า 12.36 ล้านล้านบาท คิดเป็น 65.2% ของ GDP ประเทศ
  • GDP ภาคเอสเอ็มอี มูลค่า 6.61 ล้านล้านบาท คิดเป็น 34.8% ของ GDP ประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ GDP เอสเอ็มอีจะขยายตัว 2.4% แต่ถือว่าชะลอลงจากปี 2567 ที่เติบโต 3% เมื่อพิจารณาย้อนหลังตั้งแต่ปี 2563 พบว่าเอสเอ็มอีเผชิญภาวะเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • ปี 2563 ติดลบ 6.5%
  • ปี 2564 ขยายตัว 0.1%
  • ปี 2565 ขยายตัว 2.9%
  • ปี 2566 ขยายตัว 2.4%
  • ปี 2567 ขยายตัว 3%
  • ปี 2568 ขยายตัว 2.4%

ทั้งนี้ สะท้อนว่าเอสเอ็มอี ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับการเติบโตที่แข็งแกร่งได้ อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1 ปี 2569 GDP เอสเอ็มอีมีสัญญาณดีขึ้น โดยมีมูลค่า 1.73 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.9% และมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 35.1% ของ GDP ประเทศ

ส่งออก SME โตแรง 48.8% แต่ยังพึ่งพารายใหญ่

นายแสงชัย กลั่วว่า ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) การส่งออกไทย มีมูลค่า 127,752 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.9% ในจำนวนนี้ เอสเอ็มอีส่งออก 18,867.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 48.8% คิดเป็นสัดส่วน 14.8%

โดย ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 22%, จีน 18.4%, อาเซียน 15.2%, อินเดีย 15.2% และฮ่องกง 6.4%

ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่ารวม 147,250.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35.7% โดยเอสเอ็มอีนำเข้า 23,381.1 ล้านดอลลาร์ เติบโต 46.9% คิดเป็น 15.9% โดยแหล่งนำเข้าหลัก คือ จีน 46.7%, อาเซียน 16.7% และสหภาพยุโรป 5.1%

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ประกอบการส่งออกทางตรงของไทยจำนวน 35,358 ราย เป็นเอสเอ็มอีถึง 23,646 ราย หรือคิดเป็น 66.9% ของผู้ส่งออกทั้งหมด ส่วนผู้ประกอบการนำเข้าจำนวน 73,381 ราย เป็นเอสเอ็มอีถึง 53,425 ราย หรือคิดเป็น 72.8%

ต้นทุนพุ่งเร็วกว่ารายได้ ฉุดกำไรหดตัว

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลชี้ สถานการณ์เอสเอ็มอี ไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า รายได้เพิ่มขึ้น 1%, ต้นทุนเพิ่มขึ้น 2.1% และความสามารถในการแข่งขันลดลง 1.1% ทั้งนี้ สะท้อนว่าต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบหนักสุด จากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญภาวะรายได้ลดลง ขณะที่ต้นทุนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เปิด 9 กับดักใหญ่ ฉุดเอสเอ็มอีไทย

นายแสงชัย ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านการบริหารจัดการแบบบูรณาการบนฐานข้อมูลเดียวกัน พร้อมผลักดันนวัตกรรมเชิงนโยบาย เพื่อปลดล็อก 9 กับดักสำคัญ แบ่งเป็น 

1.) กับดักต้นทุน โดย 96.7% ของเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากสงครามตะวันออกกลางและความผันผวนด้านพลังงาน จึงเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันและไฟฟ้า รวมถึงเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเน้นการใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ภายในประเทศ (Local Content)

2.) กับดักรายได้ โดย 45.3% ของเอสเอ็มอีมียอดขายลดลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลงเหลือ 44.8 จุด จึงต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจส่งออกนวัตกรรม, เศรษฐกิจความมั่นคงทางอาหาร, เศรษฐกิจท่องเที่ยวสุขภาพ, เศรษฐกิจ AI และดิจิทัล และเศรษฐกิจการลงทุนภายในประเทศ

3.) กับดักหนี้ โดยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อในระบบเพียง 30.2% ขณะที่ 22.8% ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบเพียงอย่างเดียว จึงต้องพัฒนาระบบสินเชื่อต้นทุนต่ำ และดึงหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ระบบ

4.) กับดักทุนมนุษย์ มีเพียง 8.3% ของเอสเอ็มอีที่ลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งที่ประเทศไทยต้องการพัฒนาศักยภาพแรงงานกว่า 5.3 ล้านคนต่อปี เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่

5.) กับดักการค้า โดย 88% ของเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก สงครามภาษี และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มสินค้าจีน จึงต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า ESG และขยายประโยชน์จาก FTA

6.) กับดักเทคโนโลยี AI มีเพียง 16.5% ที่วางแผนลงทุน AI ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่เอสเอ็มอีสนใจลงทุนวิจัยและพัฒนาเพียง 21.4% และใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพียง 11.6%

7.) กับดักโลกเดือด มีเพียง 4.4% ที่ขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง ESG อย่างจริงจัง จึงต้องเร่งสร้างระบบพี่เลี้ยงและแหล่งทุนสีเขียว

8.) กับดักนิติรัฐ ยังมีกฎหมายและกฎระเบียบกว่า 1,094 กระบวนงาน ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ รวมถึงปัญหาคอร์รัปชัน ธุรกิจนอมินี และเศรษฐกิจนอกระบบ

9.) กับดักการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังไม่เพียงพอ

นายแสงชัย กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะออกมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น แต่เอสเอ็มอีจำนวนมากยังเผชิญภาระหนี้สะสม และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด คือ การลดต้นทุน 44% เสริมศักยภาพการแข่งขัน 42% และเพิ่มสภาพคล่อง 14%

นายแสงชัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำมาเป็นเวลาหลายปี และยังขยายตัวช้ากว่าหลายประเทศในอาเซียน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยใช้เอสเอ็มอีเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ผ่านการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ค้ำยันด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง และรับฟังเสียงของประชาชน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

เพราะหากเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจกว่า 34% ของประเทศ ยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคง เป้าหมายการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกก็อาจกลายเป็นเพียงความหวังที่ยากจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต