วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

สนค.ชี้ ญี่ปุ่นดัน New Foods เปิดโอกาสไทยส่งออกโปรตีนอนาคต

สนค. จับตา  ญี่ปุ่น ทุ่ม 1 ล้านล้านเยนดัน New Foods ตั้งเป้าตลาด 3 ล้านล้านเยนในปี 2040  ชี้ โอกาสทองของผู้ประกอบการไทยต่อยอดวัตถุดิบสู่สินค้ามูลค่าสูง แนะเร่งเชื่อมเทคโนโลยีญี่ปุ่น ยกระดับไทยสู่ Food Tech

KEY POINTS

  • ญี่ปุ่นประกาศให้ "อาหารใหม่" (New Foods) เป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งลงทุนในโปรตีนทางเลือกและอาหารฟังก์ชัน เพื่อเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว
  • สนค. มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทย ในฐานะคู่ค้าเกษตรอันดับต้นๆ ที่จะส่งออกโปรตีนแห่งอนาคตและอาหารมูลค่าสูงไปยังตลาดญี่ปุ่น
  • ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวจากการส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น "ผำ" และ "เทมเป้" เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป

เมื่อประเทศญี่ปุ่นประกาศให้ "New Foods" เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่กับ AI และเซมิคอนดักเตอร์ คำถามที่ตามมาคือ ไทยในฐานะคู่ค้าเกษตร-อาหารอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น จะขยับตัวอย่างไรให้ทันเกม

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. กำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของญี่ปุ่น หลังรัฐบาลประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชนระยะยาวถึงปี ค.ศ. 2040 (Public-Private Investment Roadmap) โดยยกระดับ "อาหารใหม่" (New Foods) ขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งถือเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

แผนการลงทุนฉบับนี้ถูกนำเสนอในการประชุมร่วมระหว่างสภานโยบายการคลังและเศรษฐกิจ กับสภายุทธศาสตร์การเติบโตของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน (ราว 2.29 ล้านล้านดอลลาร์) ภายในปี ค.ศ. 2040 ครอบคลุม 17 สาขายุทธศาสตร์ และ 62 ผลิตภัณฑ์-เทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานสะอาด ไปจนถึงจรวดและอู่ต่อเรือยุคใหม่

ทั้งนี้รัฐบาลนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เตรียมจัดสรรงบประมาณระยะยาวภายใต้กรอบ “Strong and Prosperous Japan”  ซึ่งไม่มีเพดานวงเงินขอจัดสรรและวางแผนได้ในลักษณะงบระยะยาวข้ามปี เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปีงบประมาณแบบที่ผ่านมาเพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง  ภาค Food Tech ได้รับความสำคัญเป็นหนึ่งในเสาหลักของแผน คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 9.7 ล้านล้านเยน ครอบคลุมโรงงานผลิตพืช การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก เครื่องจักรอาหาร และ New Foods

สนค.ชี้ ญี่ปุ่นดัน New Foods เปิดโอกาสไทยส่งออกโปรตีนอนาคต

สำหรับ New Foods ญี่ปุ่นเตรียมลงทุนประมาณ 1 ล้านล้านเยน มุ่งเน้น โปรตีนทางเลือก (Alternative Proteins) และ อาหารฟังก์ชันและโภชนาการ (Functional and Nutritional Foods) ตั้งเป้าขยายมูลค่าตลาดแตะ 3 ล้านล้านเยนภายในปี 2040 จากฐานตลาดปัจจุบันที่ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต้องการใช้อุตสาหกรรมอาหารใหม่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

จุดน่าสนใจของยุทธศาสตร์ญี่ปุ่นคือ การเลือกต่อยอดเทคโนโลยีที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีการหมัก การพัฒนาสูตรอาหาร อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าว และวัตถุดิบเกษตรและประมงคุณภาพสูง มากกว่าการเร่งลงทุนในเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและความแน่นอนเชิงพาณิชย์

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นวางเป้าหมายเจาะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมีความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนสูง ก่อนขยายสู่ตลาดเอเชียในระยะต่อไป สะท้อนการใช้เงินลงทุนภาครัฐสร้างความได้เปรียบในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันด้าน Food Tech ที่รุนแรงขึ้นในเอเชีย

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้าสำคัญแถวหน้า โดยในปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอันดับ 3 ของไทย ด้วยมูลค่าส่งออก 5,081.94 ล้านดอลลาร์ (ราว 166,781 ล้านบาท) แม้ตัวเลขจะลดลง 2.1 % จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น และมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดของญี่ปุ่น โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยยังคงเป็นไก่แปรรูป ไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง และยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา

สนค.ชี้ ญี่ปุ่นดัน New Foods เปิดโอกาสไทยส่งออกโปรตีนอนาคต

ภาพรวมการส่งออกอาหารไทยในปี 2568 เองก็สะท้อนโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยตลาดส่งออกอาหารอันดับ 1 ของไทยขณะนี้คือจีน (สัดส่วน 22.3%) รองลงมาคืออาเซียน สหรัฐอเมริกา และกลุ่ม CLMV ขณะที่การส่งออกไปยังญี่ปุ่นในภาพรวมยังคงหดตัวราว 8.9% ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สะท้อนว่าตลาดญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเป็นสัญญาณให้ผู้ส่งออกไทยต้องปรับกลยุทธ์ให้ตรงกับทิศทางใหม่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังผลักดัน

ที่ผ่านมา สนค. เองก็เดินหน้าผลักดัน "Product Champion" ด้านโปรตีนทางเลือกของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ "ผำ" หรือไข่น้ำ (Wolffia) ซูเปอร์ฟู้ดพื้นถิ่น โดยนักวิจัยไทยพัฒนาสายพันธุ์คุณภาพสูงได้ 3 สายพันธุ์ มีโปรตีนสูง 46-48.6% และสามารถแปรรูปเป็นผงโปรตีนอบแห้ง ราคาประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันมีการขยายตลาดไปสหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการพืชโปรตีนที่มีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำ

นอกจากนี้ สนค.ยังผลักดัน “เทมเป้” (Tempeh) เป็น Product Champion อีกกลุ่ม โดยนำวัตถุดิบถั่วพื้นถิ่นของไทยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชที่ได้มาตรฐานสากล สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและการเติบโตของตลาดอาหารจากพืชทั่วโลก

“นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ”ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า  ทิศทางดังกล่าวถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของไทย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสำคัญของไทย โดยปี 2568 ญี่ปุ่นเป็นตลาดอันดับ 3 มีมูลค่าส่งออก 5,081.94 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 166,781 ล้านบาท แม้ลดลง 2.1% จากปีก่อน จากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่สูงขึ้น และมาตรฐานอาหารที่เข้มงวด

เพราะ “ญี่ปุ่น”ไม่เพียงเป็นตลาดรับซื้อ แต่ยังเป็นแหล่งเงินทุนและนวัตกรรมที่สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างสองประเทศครอบคลุมตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออกระดับโลก การเร่งเครื่องลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารใหม่ของญี่ปุ่นจึงเป็น "โอกาสทอง" ให้ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับตัวเอง โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทักษะการแปรรูป มาต่อยอดผลิตส่วนผสมอาหารเชิงหน้าที่ โปรตีนทางเลือก และอาหารมูลค่าสูง

การเปลี่ยนผ่านของตลาดญี่ปุ่นจึงเป็นสัญญาณให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับจากการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าแปรรูปแบบเดิม ไปสู่ ส่วนผสมอาหาร อาหารฟังก์ชัน และโปรตีนทางเลือกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์สุขภาพ สังคมผู้สูงวัย และความยั่งยืน

“ก้าวต่อไปของไทยไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบ แต่ต้องมุ่งสู่การเป็น ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง โดยเร่งลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต” นายนันทพงษ์ ระบุ

ขณะเดียวกัน ไทยควรใช้ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการหมัก การพัฒนาสูตรอาหาร อาหารฟังก์ชัน และมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และเปลี่ยนจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบเกษตรของไทยให้เป็น สินค้านวัตกรรมที่แข่งขันได้ในตลาดโลก

ท่ามกลางการที่ญี่ปุ่นประกาศให้ New Foods เป็นวาระลงทุนระยะยาวถึงปี 2040 จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องเร่งขยับจาก “ฐานวัตถุดิบ” สู่ “ฐานนวัตกรรมอาหาร” เพื่อคว้าโอกาสจากตลาดโปรตีนและอาหารแห่งอนาคตที่กำลังขยายตัว