“บีโอไอ” เผยยอดส่งเสริมลงทุน “ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ” 5 ปีครึ่ง ทะลุ 3.8 หมื่นล้าน ดันไทยสู่ Wellness & Medical Service Hub ระดับโลก
KEY POINTS
- บีโอไอส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพช่วง 5 ปีครึ่งที่ผ่านมา รวม 123 โครงการ มูลค่ากว่า 38,600 ล้านบาท เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub)
- การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการจัดตั้งและขยายกิจการโรงพยาบาล (28,452 ล้านบาท) รองลงมาคือศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง เช่น ศูนย์มะเร็ง ศูนย์ไต และศูนย์หัวใจ (8,540 ล้านบาท)
- ผู้ลงทุนในกิจการโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์เฉพาะทางส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนไทย ขณะที่กิจการดูแลผู้สูงอายุและฟื้นฟูสุขภาพมีนักลงทุนต่างชาติร่วมทุนเพื่อนำเทคโนโลยีและมาตรฐานสากลเข้ามาเสริม
อุตสาหกรรมการแพทย์ และสุขภาพถือเป็นอีกสาขาอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตรวดเร็วตามแนวโน้มผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กระแสในปัจจุบันคนหันมาให้ความสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมนี้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และกำหนดเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าบีโอไอให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพแบบครบวงจร ซึ่งครอบคลุมทั้งการเสริมสุขภาพ (Wellness) และการรักษาพยาบาล (Medical Service) โดยการส่งเสริมครอบคลุมตั้งแต่ภาคการผลิต เช่น ยา วัคซีน อาหารทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หุ่นยนต์ทางการแพทย์ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชัน HealthTech & MedTech ภาคบริการ ไปจนถึงกิจการวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) ทั้งการสนับสนุนบริหารจัดการการวิจัยทางคลินิก (CRO) และศูนย์การวิจัยทางคลินิก (CRC)
นายนฤตม์กล่าวว่าหรับธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพนั้น บีโอไอเน้นการส่งเสริมใน 6 กิจการหลัก ได้แก่ กิจการโรงพยาบาล กิจการศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
- หัวใจ
- มะเร็ง
- ไต
- กายภาพบำบัด
- จิตเวช
- กิจการศูนย์การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์แผนไทยประยุกต์
- กิจการโรงพยาบาลผู้สูงอายุ
- กิจการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง
- กิจการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ
- เผยสถิติ 5 ปีครึ่ง เงินลงทุนรวมกว่า 3.8 หมื่นล้าน
นายนฤตม์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 5 ปีครึ่งที่ผ่านมา (ปี 2564 – เดือนมิถุนายน 2569) มีคำขอรับการส่งเสริมในกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพรวมจำนวน 123 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 38,600 ล้านบาท โดยสามารถแบ่งตามประเภทกิจการได้ดังนี้
- กิจการโรงพยาบาล: มีการขอรับส่งเสริม 72 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 28,452 ล้านบาท ทั้งโครงการจัดตั้งใหม่และการขยายโรงพยาบาลเดิม โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
- กิจการศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง: มีการขอรับส่งเสริม 34 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8,540 ล้านบาท โดยเฉพาะศูนย์มะเร็ง ศูนย์ไตเทียม และศูนย์หัวใจ
- กิจการโรงพยาบาลผู้สูงอายุ: มีการขอรับส่งเสริม 4 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 905 ล้านบาท
- กิจการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง: มีการขอรับส่งเสริม 7 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 438 ล้านบาท
- กิจการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ: มีการขอรับส่งเสริม 5 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 281 ล้านบาท
- กิจการศูนย์การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์แผนไทยประยุกต์: มีการขอรับส่งเสริม 1 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 10 ล้านบาท
- นักลงทุนไทยขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง
ในส่วนของโครงสร้างนักลงทุนในกิจการนี้นายนฤตม์ ระบุว่า ในกลุ่มโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทย เช่น กลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ, กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ, กลุ่มโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท, กลุ่มโรงพยาบาลปิยะเวท, กลุ่มโรงพยาบาลพระรามเก้า, กลุ่มโรงพยาบาลราชธานี, กลุ่มพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ และโรงพยาบาลขนาดกลาง-เล็กในภูมิภาค
เนื่องจากต้องอาศัยความเข้าใจระบบสาธารณสุข เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ ฐานลูกค้า และการปฏิบัติตามกฎหมายสถานพยาบาลในประเทศ
- ต่างชาติร่วมทุนกลุ่มดูแลผู้สูงอายุ-ฟื้นฟูสุขภาพ
ขณะที่กิจการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุจะมีทั้งนักลงทุนไทย ต่างชาติ หรือเป็นการร่วมทุนระหว่างไทย-ต่างชาติ ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศมักนำเทคโนโลยี มาตรฐานสากล เครือข่ายผู้รับบริการต่างชาติ และองค์ความรู้เฉพาะด้านเข้ามาเสริม เช่น เทคโนโลยีการวินิจฉัยและรักษา ระบบบริหารข้อมูลสุขภาพ และเทคโนโลยีการฟื้นฟูสุขภาพ
"บีโอไอตั้งเป้าหมายยกระดับประเทศไทยให้เป็น Wellness and Medical Service Hub ที่มีมาตรฐานสากลและครบวงจร ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกันโรค การเสริมสุขภาพ การตรวจวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟู การดูแลผู้สูงอายุ การวิจัยสร้างนวัตกรรม รวมไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรที่มีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงของประชาชนไทย รวมทั้งลดการกระจุกตัวในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ และสนับสนุนการกระจายการลงทุนไปยังพื้นที่ที่บริการยังไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นในอนาคต"





