‘บอร์ด EV’ เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต EV กำหนดภาษีสอดคล้องระดับการลงทุน การผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ “คลัง” จ่อเก็บอัตราสูงสำหรับค่ายรถนำเข้าที่ไม่มีฐานผลิตในไทย “ซีบียู” เก็บอัตราสูงสุด “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เผยนำเข้า BEV พุ่ง 72% ฉุดการผลิตในประเทศหด 1.8% หนุนรัฐเร่งปรับโครงสร้างภาษีจูงใจใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
อุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางการผลิตที่มีแนวโน้มลดลงสวนทางกับการนำเข้า โดยช่วง 4 เดือน แรกของปี 2569 มีการผลิต 825,533 คัน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง 1.2% ส่วนการนำเข้า 93,367 คัน เพิ่มขึ้น 41.9%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานแหล่งนำเข้าช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ มีสัดส่วนนำเข้าจากจีนถึง 69% เกือบทั้งหมดเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) รองลงมาญี่ปุ่น 12% และมาเลเซีย 6% โดยจีนเร่งส่งออก BEV เพิ่มขึ้นหลังตลาดในประเทศชะลอตัว และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน อัตราภาษี 0%
รัฐบาลมีแนวทางปรับภาษีสรรพสามิต โดยร่างมาตรการภาษีสรรพสามิตใหม่จะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนผ่านจากการนำเข้าสู่ผลิต xEV เพิ่มในประเทศ (2027-2029) ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มที่พร้อมผลิตในประเทศ กำหนดอัตราภาษี 1-6% สำหรับรถ FCEV, BEV, PHEV และ HEV โดยมีเงื่อนไขผลิตในประเทศใช้ e-Parts/Local Content เพื่อสร้างฐานการผลิต การลงทุนเทคโนโลยีใหม่และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
- การเปลี่ยนจากนำเข้าสู่การผลิตในประเทศ อัตราภาษีมากกว่า 10% โดยมีเงื่อนไขนำเข้าช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่เกินโควตาที่กำหนดและต้องผลิต xEV ชดเชยตามเงื่อนไข เพื่อดึงการลงทุนใหม่ที่ให้เวลาปรับตัว
- การนำเข้า CBU ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปจากต่างประเทศแล้วนำเข้ามาจำหน่าย อัตราภาษีมากกว่า 30% เพื่อจำนวนรถยนต์นำเข้า
ทั้งนี้การกำหนดมาตรการดังกล่าวจะลดการนำเข้ารถยนต์ทำให้ราคารถยนต์เพิ่มขึ้น แต่การผลิตรถยนต์ในประเทศจะเพิ่มขึ้น โดยต้องติดตามการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่เพิ่มขึ้นจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้แค่ไหน รวมถึงการส่งออกรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจะตอบรับมาตรฐานประเทศคู่ค้าที่สูงขึ้นได้หรือไม่
บอร์ด EV รักษาฐานผลิตรถยนต์ไทย
คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ประชุมนัดแรกของรัฐบาลปัจจุบัน เพื่อหารือถึงมาตรการภาษีสรรพสามิตเมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในฐานะเลขานุการบอร์ด EV เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์เครื่องสันดาปเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่ได้
นายนฤตม์ กล่าวต่อไปว่า อุตสาหกรรม EV ในไทยคืบหน้าชัดเจนช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยยอดจดทะเบียน BEV เพิ่มขึ้นจาก 0.3% มาอยู่ที่เกือบ 30% ในปัจจุบัน ขณะที่รถยนต์ไฮบริดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 20-23%
ทั้งนี้ ส่งผลให้สัดส่วนการจดทะเบียนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกประเภทรวมกันมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในปีนี้ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนของราคาน้ำมัน และการผลักดันการสร้างระบบนิเวศ EV โดยตั้งเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมและรักษาฐานการผลิต EV ใหญ่สุดในอาเซียนและอันดับต้นของโลก
“สรรพสามิต”ขึ้นภาษีกลุ่มไม่มีฐานผลิตก่อน
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า แม้อุตสาหกรรม EV คิดเป็นสัดส่วน 2% ของ GDP และมีมูลค่าการส่งออก 15% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทนำเข้าสัดส่วนสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อฐานการผลิตในประเทศ
ดังนั้น กรมสรรพสามิตเสนอปรับโครงสร้างภาษี 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ใช้มาตรการภาษีดึงดูดการลงทุนเพื่อลดการนำเข้าเชิงพาณิชย์ 2.ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวา 3.เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชิ้นส่วนในประเทศผ่านการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับมาตรการภาษีใหม่จะใช้กลไกภาษีสรรพสามิตขับเคลื่อนและไม่พึ่งงบประมาณอุดหนุนเหมือนมาตรการ EV 3.0 หรือ EV 3.5 กำหนดโครงสร้าง 3 อัตรา ได้แก่ 1. อัตราต่ำสุดสำหรับผู้ที่ใช้และผลิตชิ้นส่วนในประเทศ 2. อัตราปานกลางสำหรับผู้ที่นำเข้าควบคู่กับการลงทุนผลิตในประเทศเพื่อทดลองตลาด 3. อัตราสูงสุดสำหรับผู้นำเข้า CBU โดยไม่ลงทุนผลิตในประเทศ โดยขึ้นภาษีผู้นำเข้าโดยไม่ลงทุนผลิตในประเทศลำดับแรกเพื่อชะลอการนำเข้า
นอกจากนี้ จะปรับปรุงสูตรคำนวณวัตถุดิบชิ้นส่วนในประเทศใหม่ โดยนับรวมเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ และไม่นำค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป (OPEX) มารวมนับเป็นมูลค่าชิ้นส่วนในประเทศ
รวมทั้งเพิ่มมาตรการจูงใจสำหรับ “Thai Content” ที่ผลิตโดยบริษัทคนไทย รวมถึงดึงค่ายรถยนต์นำการวิจัยและพัฒนา (R&D) มาดำเนินงานในไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยี
ทั้งนี้ มาตรการภาษีดังกล่าวได้รับการเห็นชอบจากตัวแทนภาคเอกชน โดยกรมสรรพสามิตจะเร่งสรุปอัตราภาษีร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
‘คลัง’ วางโครงสร้างปั๊มชาร์จขนส่ง EV
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจะมุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และรถขนส่งขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก 10 ล้อ 18 ล้อ และรถหัวลาก โดยกลุ่มรถเชิงพาณิชย์มีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลจึงไม่สามารถพึ่งมาตรการสร้างแรงจูงใจแบบทั่วไป
ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านต้องมองภาพรวมการพัฒนาทั้งระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เนื่องจากรถขนส่งเชิงพาณิชย์มีข้อจำกัดระยะการวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่ 200-300 กิโลเมตร จึงต้องวางแผนตั้งสถานีชาร์จให้เพียงพอ มีขนาดใหญ่ รองรับการชาร์จได้เร็ว และตั้งในตำแหน่งสอดรับพฤติกรรมการวิ่งเส้นทางรถขนส่ง
นายลวรณ กล่าวว่า หากภาคการขนส่งเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าได้สำเร็จ จะช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมได้อย่างมหาศาล และบรรเทาผลกระทบจากสภาวะน้ำมันแพงในอนาคต นอกจากนี้ จะช่วยลดภาระของภาครัฐในการจ่ายเงินเยียวยาอุดหนุนราคาน้ำมันแก่กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มรถบรรทุกได้อย่างยั่งยืน
‘กระทรวงอุตฯ’ ชี้ยังต้องหารือหลายฝ่าย
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีต้องหารือหลายฝ่าย เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายมีมุมมองแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต ซึ่งบางค่ายให้การสนับสนุน ขณะที่บางค่ายยังมีข้อกังวล จึงจำเป็นต้องพิจารณามาตรการเยียวยาควบคู่กัน
พร้อมกันนี้การดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยังมีความสำคัญ เพราะเป็นฐานการผลิตที่อยู่ในประเทศไทยและมีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ไม่ควรหมายถึงการทอดทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องแก้ปัญหาและเดินหน้าไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ การช่วยผู้ประกอบการรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) เน้นทั้งมาตรการด้านภาษี ซึ่งต้องหารือกระทรวงการคลัง รวมถึงการส่งเสริมชิ้นส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทาน และพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะสถาบันอาชีวศึกษาและสถาบันเทคนิค ซึ่งต้องเร่งปรับองค์ความรู้ด้านการซ่อมบำรุงรถยนต์ให้รองรับเทคโนโลยี EV
“ทุกมาตรการต้องพยายามสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้กระทบเป้าหมายการส่งเสริม EV หรือเป้าหมาย 30@30 ขณะเดียวกันต้องรักษาฐานการผลิตรถยนต์ ICE ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยหลักสำคัญทำให้ทุกฝ่ายปรับตัวและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”นายวราวุธ กล่าว
รวมทั้งรัฐบาลต้องการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ผ่านการดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการสร้างและยกระดับห่วงโซ่อุปทานให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ ICE สู่รถยนต์ไฟฟ้า
หวังเพิ่มผลผลิตอุตสาหกรรมไทย
ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ยานยนต์ดันฐานการผลิตในประเทศมีประเด็นน่าสนใจ คือ มาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์
ทั้งนี้ภาครัฐต้องการสร้างแรงจูงใจผลิตรถยนต์ในประเทศแทนนำเข้า ซึ่งแม้อัตราภาษีที่เหมาะสมยังไม่สรุป แต่หลักการสร้างส่วนต่าง (Gap) ภาษีให้กว้างพอที่จะดึงผู้ประกอบการตั้งฐานการผลิตจะดีต่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปี 2570 อย่างมีนัยสำคัญ
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มลดลงสวนทางการนำเข้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) มีสัดส่วนถึง 72% ของมูลค่านำเข้ารถยนต์ทั้งหมดของไทยช่วง 7 เดือนแรกปี 2569
ทั้งนี้ ภาครัฐกำลังพิจารณามาตรการผลักดันการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์สู่การผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทั้ง BEV และรถยนต์ไฮบริด โดยใช้กลไกภาษีสรรพสามิตจูงใจผู้ประกอบการปรับจากนำเข้าสู่การผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจไทย
ขณะที่การกำหนดเกณฑ์มูลค่าเพิ่มชิ้นส่วนในประเทศและการกำกับติดตามการดำเนินการตามเงื่อนไขที่มีประสิทธิภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของมาตรการระยะยาว โดยถ้าทำได้ตามเป้าหมายจะมีส่วนสนับสนุนให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ไทยขยายตัวได้ในปี 2570 จากที่คาดว่าจะหดตัว 1.8% ในปี 2569





