วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

'บอร์ด EV' นัดแรก เคาะรื้อโครงสร้างสรรพสามิต 3 ระดับ หนุนใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ดันไทยฮับการผลิต

"บอร์ด EV" เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต 3 ระดับ หนุนใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ลดการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาค พร้อมจัดตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน และสถานีชาร์จ

KEY POINTS

  • บอร์ด EV เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า 3 ระดับ เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิตในประเทศ
  • โครงสร้างภาษีใหม่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ผลิตใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) มากขึ้น โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถที่ผลิตในประเทศและมีสัดส่วนชิ้นส่วนไทยสูง
  • มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค
  • มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด EV นัดแรก ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง BEV, Hybrid, และ Plug-in Hybrid ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์เครื่องสันดาปรายเดิมสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่ได้ 

รวมถึงเตรียมจัดทำมาตรการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วแบบครบวงจร ทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มติดตามสุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Passport) การรีไซเคิลแร่ธาตุสำคัญ และการจัดทำระบบกำจัดซากรถยนต์ 

ในการนี้ ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ได้แก่ 1. คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน มีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วนตลอดวงจรชีวิต รวมถึงให้ดูแลการบริหารจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วอย่างเป็นระบบและการกำจัดซากรถยนต์

และ 2. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ทำหน้าที่ผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบอัดประจุไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้งยังได้มอบหมายให้นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังไปพิจารณาหามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เช่น รถบัส รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม

นายนฤตม์ กล่าวต่อไปว่า อุตสาหกรรม EV ในประเทศไทยมีความคืบหน้าอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ใหม่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเพียง 0.3% มาอยู่ที่เกือบ 30% ในปัจจุบัน ขณะที่รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 20–23% 

ส่งผลให้สัดส่วนการจดทะเบียนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกประเภทรวมกันมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนของราคาน้ำมัน และการผลักดันการสร้างระบบนิเวศ EV

โดยตั้งเป้าหมายว่าการยกระดับอุตสาหกรรมในครั้งนี้ จะช่วยรักษาตำแหน่งของไทยในการเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

'บอร์ด EV' นัดแรก เคาะรื้อโครงสร้างสรรพสามิต 3 ระดับ หนุนใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ดันไทยฮับการผลิต

เปิด 3 Tier ภาษีสรรพสามิต เพิ่มใช้ Local Content

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ของ GDP และมีมูลค่าการส่งออกราว 15% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่จากการติดตามสถานการณ์พบว่า รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทมีการนำเข้าในสัดส่วนที่สูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อฐานการผลิตในประเทศ 

ดังนั้น ในการประชุมบอร์ด EV กรมสรรพสามิตจึงได้เสนอวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการในการปรับปรุงโครงสร้างภาษี ได้แก่ 1. ใช้มาตรการภาษีดึงดูดการลงทุนเพื่อลดการนำเข้าเชิงพาณิชย์ 2. ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวา และ 3. เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ผ่านการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน

มาตรการภาษีใหม่จะใช้กลไก "ภาษีสรรพสามิต" เป็นตัวขับเคลื่อนโดยไม่พึ่งพางบประมาณอุดหนุนเหมือนมาตรการ EV3 หรือ EV 3.5 โดยเบื้องต้นได้กำหนดโครงสร้างเป็น 3 อัตรา ได้แก่

  1. อัตราต่ำสุด สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและสามารถใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ
     
  2. อัตราปานกลาง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าโดยผู้ผลิตซึ่งมีโรงงานในประเทศไทยแล้ว แต่มีความจำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นเพื่อทดลองตลาด จะกำหนดปริมาณนำเข้า โดยพิจารณาจากการเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างในประเทศไทย

    รวมถึง รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับปานกลาง โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีปริมาณการผลิตน้อยแต่มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต
     
  3. อัตราสูงสุด สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผู้นำเข้าไม่มีโรงงานผลิตในประเทศ

โดยตั้งเป้าหมายว่าปรับขึ้นภาษี สำหรับผู้ที่นำเข้าโดยไม่มีการลงทุนผลิตในประเทศก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อชะลอการนำเข้า 

นอกจากนี้ จะมีการปรับปรุงสูตรคำนวณวัตถุดิบชิ้นส่วนในประเทศใหม่ โดยจะนับรวมเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์จริงๆ และไม่นำค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั่วไป (OPEX) มารวมนับเป็นมูลค่าชิ้นส่วนในประเทศด้วย

รวมทั้งเพิ่มมาตรการจูงใจสำหรับ "Thai Content" ที่ผลิตโดยบริษัทคนไทย รวมถึงดึงดูดให้ค่ายรถยนต์นำการวิจัยและพัฒนา (R&D) เข้ามาดำเนินงานในไทย และเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น

ทั้งนี้ มาตรการภาษีดังกล่าวได้รับการเห็นชอบจากตัวแทนภาคเอกชน 3 สมาคมแล้ว โดยกรมสรรพสามิตจะเร่งสรุปรายละเอียดอัตราภาษีร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

‘คลัง’ วางโครงสร้าง ‘ขนส่ง EV’ เพิ่มสถานีชาร์จ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ จะมุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และรถขนส่งขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก 10 ล้อ 18 ล้อ และรถหัวลาก โดยชี้ว่าการผลักดันในกลุ่มรถเชิงพาณิชย์มีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล จึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการสร้างแรงจูงใจแบบทั่วไปแล้วจะประสบความสำเร็จได้ทันที

โดยการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องมองภาพรวมการพัฒนาทั้งระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐาน ใหม่ทั้งหมด เนื่องจากรถขนส่งเชิงพาณิชย์มีข้อจำกัดด้านระยะการวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ประมาณ 200–300 กิโลเมตร ภาครัฐจึงต้องวางแผนจัดตั้งสถานีชาร์จให้มีจำนวนเพียงพอ มีขนาดใหญ่ รองรับการชาร์จได้เร็ว และตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สอดรับกับพฤติกรรมการวิ่งในเส้นทางประจำของรถขนส่ง

นายลวรณ กล่าวด้วยว่า หากภาคการขนส่งเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าได้สำเร็จ จะช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมได้อย่างมหาศาล และบรรเทาผลกระทบจากสภาวะน้ำมันแพงในอนาคต นอกจากนี้ จะช่วยลดภาระของภาครัฐในการจ่ายเงินเยียวยาอุดหนุนราคาน้ำมันแก่กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มรถบรรทุกได้อย่างยั่งยืน

ในด้านความคืบหน้าเชิงนโยบาย คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นใหม่ อาทิ คณะอนุกรรมการด้านการผลิต และคณะอนุกรรมการด้านสถานีชาร์จ อยู่ระหว่างเตรียมประชุมเพื่อวางกรอบแนวทางการทำงาน โดยคาดว่าจะมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจนภายในสิ้นเดือน ก.ย. นี้ 

‘กระทรวงอุตฯ’ ย้ำสร้างสมดุลนโยบาย ชูห่วงโซ่อุปทานเข้มแข็ง

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ผ่านการดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น 

โดยให้ความสำคัญกับการสร้างและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้มีความเข้มแข็ง เพราะถือเป็นจุดแข็งสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องมีการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้การดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ

นอกจากนี้ ยังต้องการให้เกิดการพัฒนาบุคลากร (Capacity Building) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างชาติ เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยได้รับทั้งองค์ความรู้และสามารถพัฒนาศักยภาพบุคลากรต่อยอดได้ในระยะยาว

ส่วนข้อเสนอการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ นายวราวุธ ระบุว่า เป็นหนึ่งในมาตรการที่สามารถสร้างแรงจูงใจและทำให้เกิดความสมดุล (Level the Playing Field) ระหว่างรถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีแต้มต่อที่ใกล้เคียงกัน และช่วยกระตุ้นความต้องการรถยนต์ในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างภาษียังต้องหารือกับหลายฝ่าย เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายมีมุมมองแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต ซึ่งบางค่ายให้การสนับสนุน ขณะที่บางค่ายยังมีข้อกังวล จึงจำเป็นต้องพิจารณามาตรการเยียวยาควบคู่กัน

พร้อมกันนี้ การดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยังมีความสำคัญ เพราะเป็นฐานการผลิตที่อยู่ในประเทศไทยและมีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ไม่ควรหมายถึงการทอดทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องหาวิธีแก้ปัญหาและเดินหน้าไปพร้อมกัน

โดยการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ICE จะเน้นทั้งมาตรการด้านภาษี ซึ่งต้องหารือกับกระทรวงการคลัง รวมถึงการส่งเสริมชิ้นส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทาน และพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะสถาบันอาชีวศึกษาและสถาบันเทคนิค ซึ่งต้องเร่งปรับองค์ความรู้ด้านการซ่อมบำรุงรถยนต์ให้รองรับเทคโนโลยี EV เพราะเป็นกำลังสำคัญที่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้โดยตรง

“ทุกมาตรการต้องพยายามสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้กระทบเป้าหมายการส่งเสริม EV หรือเป้าหมาย 30@30 ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาฐานการผลิตรถยนต์ ICE ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยหลักสำคัญคือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถปรับตัวและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว