"เอกนิติ" เผยคลังเตรียมพิจารณาต่ออายุ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน คาดได้ข้อสรุปสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ยืนยันมีงบประมาณเพียงพอสำหรับดำเนินโครงการต่อ พร้อมปรับเกณฑ์สัดส่วนการร่วมจ่ายควบคู่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาโครงการเพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อออกไปอีก 1-2 เดือน โดยคาดว่าจะเห็นข้อสรุปภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้
“ยืนยันว่ายังมีงบประมาณเหลือเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการต่อเนื่อง รวมทั้งยังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดเรื่องการปรับเกณฑ์ 60/40 หรือ 50/50 ด้วย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 2-3 สัปดาห์นี้”
สำหรับปัจจัยสำคัญในการพิจารณาต่ออายุมาตรการคือ สถานการณ์วิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงผันผวน ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีประชาชนเข้าร่วมใช้สิทธิแล้วกว่า 26 ล้านคน และเมื่อรวมกับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13 ล้านคน จะมีประชาชนที่ได้รับประโยชน์ในการลดค่าครองชีพรวมกว่า 40 ล้านคน
ขณะที่ในฝั่งผู้ประกอบการ มีร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมมากกว่า 1.2 ล้านรายทั่วประเทศ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสะสมแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท โดยเป็นการกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่างจังหวัดสูงถึง 83-84% และอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครเพียง 16-17%
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้เปิดตัวสินเชื่อ AI นกกระซิบ เพื่อต่อยอดและยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อย โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในชื่อ “นกกระซิบ” มาให้บริการฟรีบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประจำตัวคอยวิเคราะห์ยอดขาย
“ AI สามารถวิเคราะห์ช่วงเวลาขายดี และวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนวัตถุดิบ เช่น หมู เห็ด เป็ด ไก่ หรือไข่ เปรียบเทียบกับราคาตลาด เพื่อให้ผู้ค้าซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรและสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการตัวเล็กอย่างยั่งยืน”





