กรมชลประทาน กางแผนตั้งรับการลงทุน Data Center ในพื้นที่ EEC หลัง BOI ไฟเขียว 16 บริษัท ประเมินความต้องการใช้น้ำ พุ่งปีละ 50 ล้าน ลบ.ม. เร่งผนึก สทนช. เสริมศักยภาพระบบน้ำท่า รองรับอุตสาหกรรมใหม่ และเมืองใหม่ นอกแผน 20 ปี ยัน น้ำยังมีเพียงพอ
KEY POINTS
- กรมชลประทานกำลังจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) 16 แห่งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
- คาดการณ์ว่าศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะมีความต้องการใช้น้ำรวมประมาณ 42.4 - 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งยังเป็นปริมาณที่ควบคุมได้
- มีการประสานงานกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพในการดึงน้ำท่ามาเสริมระบบ รองรับการเติบโตในอนาคต
- การวางแผนล่วงหน้านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับการลงทุนใหม่ โดยไม่กระทบต่อภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภค
กรมชลประทาน เร่งประมวลผลข้อมูลและเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ หลังพบการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามการขึ้นทะเบียนกับ BOI รวม 16 บริษัท คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำพุ่ง 42.4 – 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พร้อมประสาน สทนช. วิเคราะห์ศักยภาพดึงน้ำท่าเข้าสู่ระบบเพื่อรองรับเมืองใหม่และการเติบโต นอกแผนระยะยาว 20 ปี
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังขยายตัว ขณะนี้กรมชลประทานอยู่ระหว่างรวบรวมและนำข้อมูลมาประมวลผลอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก Data Center ถือเป็นเซ็กเตอร์ใหม่ทางเศรษฐกิจที่อาจยังไม่ได้มีการวางแผนรองรับไว้มากนักในอดีต โดยเฉพาะในมิติการบริหารจัดการน้ำ
เบื้องต้นจากการสำรวจพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หากมีการลงทุน Data Center ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 16 บริษัท ได้ประเมินความต้องการใช้น้ำรวมไว้ที่ประมาณ 42.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือไม่เกิน 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งปริมาณดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และไม่ใช่ข้อกังวลที่น่าตระหนก โดยทั้งหมดเป็นการประเมิน รวบรวมข้อมูลล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจาก EEC กรมชลประทานยอมรับว่ายังมีข้อมูลไม่เพียงพอ แต่ปัจจุบันได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพื้นที่ EEC ก่อน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลักที่ต้องมีความมั่นคงด้านน้ำสูง หากมีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาลงทุนเพิ่มเติม อาจจำเป็นต้องพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในการนำน้ำท่าเข้าสู่ระบบการกระจายน้ำ จึงต้องวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า
ขณะนี้ กรมชลประทานได้นำชุดข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับทีมงานเพื่อประเมินความจำเป็นในการเตรียมการเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ก็อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ร่วมกับผู้บริหารในประเด็นดังกล่าวด้วยเช่นกัน
“การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันยังคงสมดุลและให้ความสำคัญกับ 3 ภาคส่วนหลัก คือ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และการอุปโภคบริโภคของประชาชน ควบคู่ไปกับการติดตามการพัฒนา “เมืองใหม่” ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อประเมินความต้องการใช้น้ำล่วงหน้า ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากแผนบริหารจัดการน้ำระยะยาวในกรอบ 20 ปี กรมชลประทานจำเป็นต้องนำมาคิดคำนวณล่วงหน้า เพื่อวางแผนปรับปรุงศักยภาพของระบบรองรับให้เหมาะสมและเพียงพอต่อไป”
การเตรียมแผนรับมือของกรมชลประทาน จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อต้อนรับการลงทุน Data Center ในพื้นที่ EEC โดยไม่กระทบต่อภาคเกษตรและอุปโภคบริโภค พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป





