วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

‘ศุภจี’  ถกรัฐมนตรีพาณิชย์อินเดีย ยกระดับความสัมพันธ์ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้”

รมว.พาณิชย์ไทยหารือกับ รมว.พาณิชย์อินเดีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้” (Trusted Strategic Partnership) พร้อมเสนอแนวทาง “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน” (Co-Creation Co-Investment) เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของสองประเทศ นำร่องใน 5 สาขา

KEY POINTS

  • รมว.พาณิชย์ไทยหารือกับ รมว.พาณิชย์อินเดีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้” (Trusted Strategic Partnership)
  • เสนอแนวทาง “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน” (Co-Creation Co-Investment) เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของสองประเทศ โดยนำร่องใน 5 สาขา เช่น อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส และอัญมณีและเครื่องประดับ
  • เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน QR Code (PromptPay-UPI) และเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่ไทยในเดือนตุลาคม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 ได้เข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ณ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กรุงนิวเดลี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับอินเดีย โดยย้ำว่า ไทยและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน และพร้อมยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้” (Trusted Strategic Partnership) โดยมุ่งเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “คู่ค้า” ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ รวมถึงขยายโอกาสไปสู่ตลาดประเทศที่สามและตลาดโลก ไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้

โดยอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีบุคลากรทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คุณภาพและมาตรฐานสินค้า ความคล่องตัว ตลอดจนเป็นฐานเชื่อมโยงสำคัญสู่อาเซียน ดังนั้น ไทยจึงเสนอแนวทาง “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment)” เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และสร้างความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ Global Supply Chain ได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘ศุภจี’  ถกรัฐมนตรีพาณิชย์อินเดีย ยกระดับความสัมพันธ์ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้”

เบื้องต้นเสนอ 5 สาขานำร่อง ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ (Hospitality) โดยเป็นการจับคู่ศักยภาพของทั้งสองประเทศ เช่น อินเดียมีวัตถุดิบอัญมณีและตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเจียระไน หรือความร่วมมือด้าน Hospitality ที่อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวและกำลังขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่ไทยมีองค์ความรู้และหลักสูตรด้านการโรงแรมและบริการที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้

“สิ่งที่เราต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการค้าระหว่างกัน แต่คือการนำจุดแข็งของไทยและอินเดียมาร่วมกันสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและอินเดียเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้ ยังได้นำนักธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนและขยายธุรกิจในอินเดียร่วมคณะ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ โดยภายหลังการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกับคณะผู้แทนไทยและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม

โดยมีผู้แทนภาคเอกชนและหน่วยงานไทยเข้าร่วม อาทิ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ณัฐพนธ์ จาวลา กรรมการบริหาร หอการค้าอินเดีย-ไทย และ ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้ากลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม คณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย–อินเดีย ในเดือนต.ค.นี้ เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code (Cross-Border QR Payment) ระหว่างระบบ Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ สำหรับช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2569) การค้าระหว่างไทยกับอินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว  8.07 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 10,270.32 ล้านดอลลาร์ และนำเข้าจากอินเดีย 3,704.24 ล้านดอลลาร์ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์