รฟท. เดินหน้ารถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 หลัง ครม. ไฟเขียว “ชุมพร – สุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์” 1.06 แสนล้านบาท เชื่อมโครงข่ายระยะที่ 1 และรองรับการขยายตัวของระบบรางไทย–มาเลเซีย e-bidding พิจารณาข้อเสนอ ทันที ทำสัญญาปี70 แล้วเสร็จปี 76
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 โครงการ เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและต้องดำเนินการให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศโดยล่าสุดมี การนำเสนอโครงการรวมทั้งสิ้น 6 เส้นทาง ซึ่งมีความชัดเจนในด้านการดำเนินงาน
ทั้งนี้ เป็นโครงการรถไฟทางคู่ ในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 3 เส้นทางขณะนี้ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในทุกด้านและมีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว จึงสามารถเริ่มกระบวนการก่อสร้างได้ทันที หลังได้รับอนุมัติจากครม. ประกอบด้วย ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี , ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา(ช่วงสุราษฎร์ฯ–หาดใหญ่ และหาดใหญ่–สงขลา)
และ ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ ซึ่งเส้นทางนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ได้เป็นอย่างดี
สายเหนือ-อีสานรอทำข้อมูลเพิ่ม
ส่วนที่เหลืออีก 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ได้แก่ รถไฟทางคู่ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย , ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ในส่วนนี้จะเสนอเพื่อให้ได้รับการอนุมัติในหลักการเพื่อให้กระบวนการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อพิจารณา
สำหรับแหล่งเงินทุนที่ใช้ในโครงการรถไฟทางคู่นั้น นายสิริพงศ์ชี้แจงว่า จะใช้เงินจากงบประมาณปกติในการดำเนินการ เนื่องจากเป็นระบบพื้นฐานหลักที่รัฐต้องจัดสรรให้ครอบคลุมภูมิภาค ซึ่งจะแตกต่างจากโครงการรถไฟฟ้าที่มักจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP
ข้อมูลจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 สายใต้ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ รวมระยะทางประมาณ 502.45 กิโลเมตร กรอบวงเงินรวมประมาณ 106,798.32 ล้านบาท
โดยการพัฒนาโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของโครงข่ายรถไฟสายใต้ให้มีความต่อเนื่องจากโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 โดยเฉพาะการแก้ไขข้อจำกัดของระบบทางเดี่ยว ซึ่งปัจจุบันขบวนรถที่เดินสวนทางกันต้องรอสับหลีกตามสถานีต่าง ๆ เมื่อพัฒนาเป็นทางคู่แล้ว ขบวนรถจะสามารถเดินสวนกันได้โดยไม่ต้องรอสับหลีก ช่วยเพิ่มความจุของเส้นทาง เพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการเดินรถ ลดระยะเวลาการเดินทาง และเพิ่มความตรงต่อเวลา
นอกจากนี้ โครงการยังครอบคลุมการปรับปรุงและพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินรถ รวมทั้งรองรับการเพิ่มความถี่ของขบวนรถโดยสารและขบวนรถสินค้าในอนาคต
ลุยประมูล e-bidding ลงนามสัญญาปี 70
ขณะเดียวกัน เส้นทางช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ จะช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟของประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์ เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ สนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน
ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ การรถไฟฯ จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา การดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) การพิจารณาข้อเสนอ ตลอดจนการเสนอผลการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การรถไฟฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการประกวดราคาและลงนามสัญญาได้ภายในปี 2570 และมีแผนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จในปี 2576
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ในพื้นที่หาดใหญ่สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม การรถไฟฯ ได้ปรับรูปแบบโครงสร้างทางรถไฟจากคันทาง (Embankment) เป็นโครงสร้างสะพานบก (Viaduct) ในช่วงคลอง ร.1 ถึงคลองอู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร
ปรับรูปแบบสะพานบกแก้ขวางทางน้ำ
การปรับรูปแบบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการกีดขวางทางไหลของน้ำ และเปิดพื้นที่ให้น้ำสามารถระบายผ่านใต้แนวทางรถไฟได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่แนวคันทางรถไฟอาจมีต่อการระบายน้ำของพื้นที่
สำหรับช่วงชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทางประมาณ 29.22 กิโลเมตร ที่ต้องแก้ไขปัญหาผู้บุกรุก จะนำไปพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติในครั้งนี้ จะมุ่งพัฒนาโครงข่ายหลักให้มีความต่อเนื่องตั้งแต่ชุมพร ผ่านสุราษฎร์ธานีและชุมทางหาดใหญ่ ไปจนถึงปาดังเบซาร์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงโครงข่ายทางรางระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียอย่างมีประสิทธิภาพ
หนุนเชื่อมเส้นทางรถไฟทรานส์เอเชีย
ข้อมูลจาก New Straits Times ระบุถึง มาเลเซียในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนทางเหนือผ่านโครงการ การพัฒนาท่าบกเปอร์ลิส (PIP) เป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ระดับชาติภายใต้แผนพัฒนาประเทศมาเลเซียฉบับที่ 12 (12MP) ซึ่งดำเนินการผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง รัฐบาลรัฐเปอร์ลิส และภาคเอกชน
ประกอบด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกใหม่นี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนท่าเรือบกขนส่งสินค้าปาดังเบซาร์ ซึ่งถึงขีดจำกัดความจุในการใช้งานที่ 150,000 TEU ต่อปีแล้ว โดย โครงการ PIP ซึ่งสร้างบนพื้นที่ 202 เฮกตาร์ มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 600,000 TEU ต่อปี และมีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000,000 TEU เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์
โครงการนี้จะมีการเชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายทางรถไฟรางคู่ของประเทศและเครือข่ายทางรถไฟของประเทศไทย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดอาเซียน จีน เอเชียกลาง และยุโรปได้กว้างขึ้นผ่านเส้นทางรถไฟสายทรานส์เอเชีย





