วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

‘PISA 2025’ไทยต่ำค่าเฉลี่ย-ทักษะเอไอ‘อ่านเร็วแต่ผิด’ ครม.เท4.5พันล้านโปรเจกต์ยกระดับทุนมนุษย์

เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เยาวชนจึงต้องการความรู้ ทักษะ และความสามารถในการประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน

รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางสังคมและเศรษฐกิจ โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของนักเรียนและความสำเร็จทางการศึกษา

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD   เปิดเผยรายงาน PISA 2025 Results (Volume I) Future‑Ready Students เมื่อ 8 ก.ย. 2026 ว่า ค่าเฉลี่ย OECD ในปี 2025 ต่ำที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาในสาขาวิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์คะแนนการอ่านลดลงหลังแตะจุดสูงสุดราวปี 2012 

รายงานยังชี้ว่า ทักษะการอ่านที่จำเป็นในยุค AI กลับลดลง ได้แก่ การประเมินข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง และการคิดอย่างมีวิจารณญาณสัดส่วน “นักอ่านแบบเร่งรีบ” ซึ่งอ่านเร็วและตอบเร็วแต่ผิด เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าระหว่างปี 2018–2025

ไทยได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกวิชา

สำหรับผลการทดสอบของประเทศไทย พบว่า ไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECDทุกวิชา โดย วิทยาศาสตร์ อยู่ทีี่ 432 คะแนน ต่ำว่าค่าเฉลี่ยที่ 482 คะแนน การอ่าน 392 คะแนน ต่ำกว่า 461 คะแนน คณิตศาสตร์ 407 คะแนน ต่ำกว่า 463 คะแนน และ การแก้ปัญหาเชิงคำนวน 476 คะแนน  ต่ำกว่า 500 คะแนน 

“เมื่อเทียบกับ PISA 2022 คะแนนไทยปรับตัวดีขึ้นทั้งสามวิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ +23 คะแนน การอ่าน +13 คะแนน และคณิตศาสตร์ +13 คะแนน ”

อย่างไรก็ตาม รายงานจัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศนอก OECD ที่คะแนนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2015–2025  นอกจากนี้พบว่านักเรียนไทยที่ทำได้ถึงระดับสูง หรือ Level 5–6 ในอย่างน้อยหนึ่งวิชาหลัก มีเพียง 1.2% แต่นักเรียนไทย 36.9% มีผลการเรียนต่ำกว่า Level 2 พร้อมกันทั้งวิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ สะท้อนความเสี่ยงด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การทำงาน และชีวิตประจำวัน

เด็กไทยใช้เอไอบ่อยกว่าค่าเฉลี่ย

ด้านผลทดสอบจุดแข็งและจุดอ่อนด้าน AI และดิจิทัล พบว่า การใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไทยอยู่ที่ 50.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยOECD  ที่ 45.5% , การได้เรียนรู้วิธีประเมินข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น ไทย 68.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 62.6%, ไม่ถูกรบกวนจากอุปกรณ์ดิจิทัลระหว่างเรียน ไทย 32.6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 39.2% ,การเรียนในโรงเรียนที่ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือไทย 8.0% ไม่ได้ใช้เป็นฐานเปรียบเทียบในสรุปนี้

ด้านพฤติกรรมและแรงหนุนด้านการศึกษาของเด็กไทย ชี้ว่า ดัชนีความพยายามของนักเรียนไทยอยู่ที่ 0.40 สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 0.00 ,ดัชนีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ที่ 0.00 ,นักเรียนไทยเพียง 36.3% ที่แสดงแนวคิดแบบเติบโต หรือ growth mindset ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย69.3% 

“รายงานยังระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นักเรียนรับรู้ถึงการสนับสนุนจากครูวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปี 2015 อย่างไรก็ตาม นักเรียนเพียง 46.6% อยู่ในโรงเรียนที่ไม่มีปัญหาขาดแคลนครู และเพียง 36.8% อยู่ในโรงเรียนที่ไม่มีปัญหาขาดแคลนวัสดุการเรียน”

สำหรับภาพรวม  PISA 2025 พบว่า B-S-J-Z (จีน) ซึ่งประกอบด้วยปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง  รวมถึง สิงคโปร์ มีผลการประเมินสูงที่สุดทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ส่วนเอสโตเนีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเก๊า ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร ติดกลุ่ม 10 อันดับแรกครบทั้งสามวิชาหลักขณะที่นักเรียนที่ร่วมทดสอบประมาณ3ใน4 มีทักษะวิทยาศาสตร์อย่างน้อยระดับพื้นฐาน สามารถใช้ความรู้และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ใกล้ตัวและแปลความหมายข้อมูลที่ไม่ซับซ้อนได้

ด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ มาเก๊า สิงคโปร์   B-S-J-Z (จีน) และญี่ปุ่นมีคะแนนสูงที่สุดที่ 572, 563, 560 และ 557 คะแนน ตามลำดับ ส่วนฮ่องกง มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ มาเก๊า และไอซ์แลนด์ มีผลด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณสูงกว่าระดับที่คาดจากคะแนนวิทยาศาสตร์มากกว่า 30 คะแนน

เท 4.5 พัันล้านลุยThailand Future SkillMap

ข้อมูลจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบปรับปรุงชื่อโครงการ ระยะเวลาดำเนินการ รายละเอียดโครงการ และวงเงินงบประมาณ และขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จากโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) รายบุคคลระดับอุดมศึกษาสำหรับการวางแผนและพัฒนากำลังคนของประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (พ.ศ. 2569 - 2572) โดยใช้งบดำเนินงาน วงเงินงบประมาณรวม 5,413.75 ล้านบาท เป็นโครงการพัฒนาระบบการเรียนรู้และทักษะรายบุคคล เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทย (Thailand Future SkillMap)  ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (พ.ศ. 2569 - 2574) โดยใช้งบดำเนินงานและงบเงินอุดหนุน วงเงินงบประมาณรวม 4,500 ล้านบาท  แต่ปรับเพิ่มเป้าหมายจำนวนผู้ใช้งาน จากเดิม 2,211,234 คน เป็น 2,500,000 คน ตามที่กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

       เพื่อจัดทำระบบการเรียนรู้และทักษะรายบุคคลและยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน            ปัจจุบันและอนาคตผ่านการจัดทำระบบเพื่อรองรับการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบการเรียนรู้ฯ รองรับตลาดกลางการเรียนรู้และบริการที่เชื่อมโยงระบบกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้อื่น ๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งออกแบบและส่งเสริมสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับกลไกตลาดเพื่อยกระดับแรงงานในระบบและทักษะใหม่แห่งอนาคต และสนับสนุนเส้นทางการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและของกลุ่มผู้เข้าใช้งานระบบ

เพิ่มกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนทั่วไป

         สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ และประชาชนทั่วไป แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2569-2571) วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Engine) และตลาดกลางการเรียนรู้และบริการ  ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2572-2574) ขยายผลตลาดกลางการเรียนรู้และบริการและระบบสิทธิประโยชน์ทั่วประเทศ

      โดยมีโครงสร้างการทำงานของระบบ ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ดังนี้  1. Core Engine เป็นแกนกลางของทั้งระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้และทักษะรายบุคคลเพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทย ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาดงานและช่องว่างทักษะ การแนะนำอาชีพและหลักสูตรตามเส้นทางการเรียนรู้ การเก็บข้อมูลผลการเรียน/การฝึกอบรม เช่น ใบประมวลผลการศึกษา ใบรับรอง

2. ตลาดกลางการเรียนรู้และบริการ เป็นศูนย์รวมหลักสูตรและโมดูลการเรียนรู้จากหลากหลายผู้ให้บริการ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Coursera และใบรับรองวิชาชีพ เช่น E-Workforce Ecosystem Platform (EWE Platform) โดยมีคณะกรรมการรับรองมาตรฐานหลักสูตรก่อนเข้าสู่ระบบและมีกลไกประเมินการออกใบรับรองดิจิทัล และตรวจสอบความถูกต้องแบบกระจายศูนย์ (Distributed Verification)

เพิ่มทักษะแลกสิทธิประโยชน์ภาษี

        3.สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ผู้ผลิตเนื้อหา/หลักสูตร จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือโทเคนการศึกษา ตามผลลัพธ์การใช้งานจริง ส่วนที่ 2 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมและภาคเอกชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี การร่วมทุน หรือเงินอุดหนุน และบุคคลทั่วไป จะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ส่วนผู้มีรายได้น้อยจะได้รับคูปอง/โทเคนการศึกษา

       4.การเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน โดยให้ภาคเอกชนส่งข้อมูลความต้องการทักษะ ร่วมออกแบบหลักสูตร และประกาศรับสมัครงาน เพื่อจับคู่กับผู้เรียนที่มีทักษะตรงตามต้องการ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ทางเทคโนโลยีด้านการศึกษา (EdTech Startup) ในการต่อยอดข้อมูลทักษะ

‘PISA 2025’ไทยต่ำค่าเฉลี่ย-ทักษะเอไอ‘อ่านเร็วแต่ผิด’    ครม.เท4.5พันล้านโปรเจกต์ยกระดับทุนมนุษย์