วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

โยกใหญ่พาณิชย์ 9 เก้าอี้ รีเซ็ตอำนาจ ปรับทัพบริหาร ปริศนา"อรมน"พ้นอธิบดี

เจาะลึกคำสั่งโยกย้าย 9 บิ๊กเก้าอี้พาณิชย์ ที่ไม่ใช่แค่เรื่อง "เกษียณอายุ"  จับตากรณี "อรมน ทรัพย์ทวีธรรม" หลุดเก้าอี้อธิบดี ท่ามกลางคำถามเรื่องคอนเนกชั่นและแรงกดดันทางการเมืองเบื้องหลัง ปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบ

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง 9 ตำแหน่งของกระทรวงพาณิชย์ครั้งล่าสุด ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกเสียงพากษ์วิจารณ์หนักทั้งคนในและคนนอกกระทรวง ที่เห็นว่า การจัดทัพครั้งนี้ดูเหมือนจะมีเบื้องหลังในบางตำแหน่ง

โดยหลายความเห็นมองตรงกัน ว่า การโยกย้ายครั้งนี้เป็นการปรับครั้งใหญ่ ทั้งขนาดและรูปแบบโดยครั้งนี้ขยับตัวบุคคลมากกว่าเดิม โดยดึงผู้ตรวจราชการกระทรวงขึ้นเป็นอธิบดีถึง 4 คน และรองปลัดกระทรวงขึ้นเป็นอธิบดีอีก 1 คน จนเหลือผู้ตรวจราชการเดิมเพียง 2 คน

โดยการปรับทัพครั้งใหญ่นี้ อาจเป็นความพยายามที่จะจัดทีมให้รองรับภารกิจทั้งการส่งออก เจรจาการค้า เปิดตลาด  ดูแลผู้ประกอบการ คุมราคาสินค้า และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ทำงานเฉพาะเรื่อง “ขายสินค้าไทยไปต่างประเทศ” แต่ต้องรับมือทั้งภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันกับจีน การย้ายฐานการผลิต การค้าออนไลน์ สินค้าราคาถูก และปัญหาค่าครองชีพ

อย่างไรก็ตามการการโยกย้ายครั้งนี้ถือถูกจับตามากกว่าครั้งอื่น เพราะเป็นการปรับโครงสร้างทีมบริหารกระทรวงพาณิชย์ครั้งใหญ่ หลังจากมีการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวง โดยก่อนหน้านี้ ครม.แต่งตั้ง  นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ จากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ แทนนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ซึ่งจะเกษียณ 30 ก.ย. 2569

ไล่เลียงมาตั้งแต่ กรมการค้าภายใน ที่ดึง "ลูกหม้อแท้" นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม  ผู้ตรวจการกระทรวงพาณิชย์ กลับมานั่งเก้าอี้ตัว ซึ่งการย้าย”นายวัฒนศักย์”  สะท้อนว่า ฝ่ายการเมืองต้องการ "มือทำงานที่พร้อมใช้งานทันที" โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้งาน เนื่องจากกรมนี้รับผิดชอบเรื่องสินค้าเกษตรและค่าครองชีพ ซึ่งเป็นด่านแรกที่ส่งผลต่อคะแนนนิยมทางการเมืองโดยตรง การเลือกคนที่ไว้วางใจได้และผ่านงานบริหารใหญ่มาแล้ว ช่วยลดความเสี่ยงจากการทำงานผิดพลาดทางการเมือง

ขณะที่คนเดิม " นายวิทยากร มณีเนตร" ถูกเด้งไปนั่งเก้าอี้รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็เป็นไปตามกระแสข่าวที่ปล่อยล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่า ผลงานไม่ตรงกับความคาดหวังฝ่ายการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์มากนัก

ขณะที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ถือเป็นกรมใหญ่ที่อีก 1 กรม โดยกรมนี้เป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อกลุ่มทุน เอกชน และนิติบุคคลทั่วประเทศ เมื่อนายพูนพงษ์ ที่ขยับขึ้นไปเป็น “ปลัดกระทรวงพาณิชย์” จึงต้องหาคนลงนั่งแทน สุดท้ายก็ตกเป็นของ"นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันนท์ " ผู้ตรวจราชการกระทรวง  ซึ่งว่ากันว่า เป็น “ม้าแรง”ในการโยกย้ายครั้งนี้

โดยมีกระแสข่าวว่าได้รับแรงผลักดันจากนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน เนื่องจากเคยทำงานร่วมกันมาก่อนหน้านี้  จึงไม่แปลกที่จะถูกดันขึ้นนั่งอธิบดีกรมใหญ่

ด้านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ก็เป็นไปตามคาดไม่ผิดโผตั้งแต่แรก เพราะอยู่กรมนึ้มานานมาก

ที่น่าสนใจในการโยกย้ายครั้งนี้ก็คือ การกระชับอำนาจสายฝ่ายการเมืองชุดใหม่  โดยย้าย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ออกไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ขยับ น.ส.จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงมานั่งแทน

การโยก "นางอรมน" มานั่งผู้ตรวจราชการกระทรวง กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากสุดเพราะถือเป็นการลดตำแหน่งจากอธิบดีมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง  เพราะที่ผ่านมานางอรมนถือเป็นข้าราชการที่ทำงานหนัก มีผลงานโดดเด่นชัดเจน ไล่มาตั้งแต่อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาก่อน (มีบทบาทสำคัญด้านการเจรจา FTA และงานอาเซียนช่วงไทยเป็นประธานอาเซียน) ก่อนถูกโยกย้ายไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อปี 2566 และล่าสุดขยับมาเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ว่ากันว่า งานนี้ มีลับลวงพราง เพราะไม่ใช่เรื่องการทำงานหรือผลงานไม่เข้าตา แต่อาจเป็นเพราะต้องการลดบทบาท นางอรมน  เนื่องจากเป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่น เมื่อปรับจากอธิบดีมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง  จึงเป็นจุดที่มีการตั้งคำถามมากที่สุด  ประกอบกับมีข่าวหนาหูในแวดวงพาณิชย์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กับนางอรมน โดยมีการวิเคราะห์ว่า ความเห็นหรือแนวทางการทำงานของทั้งสองอาจมีความแตกต่างกันบ้าง จนอาจถูกมองว่าเป็นภาพลักษณ์ที่แข่งกับผู้บริหารระดับนโยบาย

อย่างไรก็ตามยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการที่ชัดเจนจากฝ่ายกระทรวงพาณิชย์ แม้จะไม่มีประกาศหรือข้อความอย่างเป็นทางการว่า "ทำงานไม่เข้าตา" แต่ในทางปฏิบัติตามโครงสร้างอำนาจราชการ การถูกย้ายจากอธิบดีกรมคุมสายงานหลักไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง

ย่อมสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าความสัมพันธ์ ผลงาน หรือเคมีการทำงานของนางอรมน ไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการของฝ่ายบริหาร ชุดปัจจุบัน จึงนำมาสู่การสับเปลี่ยนเพื่อเปิดทางให้ข้าราชการที่ฝ่ายบริหารไว้วางใจเข้ามาทำหน้าที่แทน ทั้งนี้ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง คือดัชนีชี้วัดของการลดบทบาทสายคอนเนคชั่นของขั้วการเมืองเดิม

นอกจากนี้ยังมีการ การขยับอธิบดีระดับตัวเต็งในอดีตอย่าง นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO/WIPO ออกไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ทั้งที่นางพิมพ์ชนกจะหมดวาระในเดือน ก.พ.นี้  โดยขยับน.ส.กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจการกระทรวงไปเป็น เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO/WIPO แทน  ซึ่งน.ส.กนิษฐา ถูกมองว่าเป็น "ม้ามืด" เพราะไม่เคยอยู่ในโผคาดการณ์ล่วงหน้า การได้รับตำแหน่งทูตพาณิชย์ประจำเจนีวา

ทั้งนี้มีข่าวลือว่า ในการโยกย้ายครั้งอาจมีผู้บริหารบางคนอาจท้อใจถึงขั้นขอลาออกจากตำแหน่งจากการโยกย้ายครั้งนี้ หากเป็นจริงจะเป็นแรงส่งดีดกลับไปยังผู้มีอำนาจเสนอ ซึ่งคงต้องจับตามองกันต่อไป สุดท้ายการโยกย้ายล๊อตใหญ่ครั้งนี้ของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งตามฤดูกาลเกษียณอายุราชการ แต่คือ "การรีเซ็ตสายอำนาจบริหาร" ของกระทรวงพาณิชย์