วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

ปริศนาส่งออกปลาหมอคางดำ 11 บริษัท ศาลจี้รัฐสอบกู้วิกฤต

เครือข่ายเสียงจากป่ายื่นศาลปกครองสอบเอกสารส่งออกปลาหมอคางดำ ปี 2556-59 พบ 11 บริษัทส่งออกกว่า 3.2 แสนตัว จี้รัฐแจงกรอกผิดซ้ำ 200 ครั้งจริงหรือ หลังศาลปกครองชี้รัฐละเลยหน้าที่ สั่งเร่งปราบและเยียวยาใน 180 วัน

KEY POINTS

  • เครือข่ายภาคประชาชนยื่นศาลปกครองให้ตรวจสอบ 11 บริษัทเอกชนที่ส่งออกปลาที่ระบุชื่อว่า "ปลาหมอคางดำ" กว่า 3.2 แสนตัว ในช่วงปี 2556-2559
  • ตั้งข้อสงสัยต่อหน่วยงานรัฐที่เคยชี้แจงว่าการระบุชื่อปลาในเอกสารส่งออก 222 ครั้งเป็นความผิดพลาด ว่าอาจเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่
  • ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่ารัฐล้มเหลวในการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น สั่งให้กรมประมงเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภายใน 180 วัน

เงื่อนงำคดีปลาหมอคางดำ เครือข่ายภาคประชาชนยื่นศาลปกครองตรวจสอบย้อนหลังเส้นทางส่งออกช่วงปี 2556–2559 หลังพบข้อมูล 11 บริษัทเอกชนส่งออกปลาที่ระบุชื่อ Blackchin tilapia กว่า 3.2 แสนตัว รวม 222 ครั้ง ตั้งคำถามภาครัฐกรอกเอกสารผิดพลาดจริงหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ศาลปกครองกลางชี้ชัดรัฐล้มเหลวในการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น สั่งกรมประมงเร่งปราบปรามและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภายใน 180 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำยังมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบอีกหลายด้าน โดยล่าสุดเครือข่ายเสียงจากป่าได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการกำกับดูแลการนำเข้า–ส่งออกปลาหมอคางดำ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

ปริศนาส่งออกปลาหมอคางดำ 11 บริษัท ศาลจี้รัฐสอบกู้วิกฤต

ประเด็นที่เครือข่ายฯ ต้องการให้ตรวจสอบ คือ เส้นทางและเอกสารการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทยในช่วงปี 2556–2559 โดยพบข้อมูลว่า มีบริษัทปลาสวยงาม 11 บริษัท ส่งออกปลาที่ระบุชื่อ Blackchin tilapia รวมกว่า 320,000 ตัว จำนวน 222 ครั้ง ไปยังหลายประเทศ ก่อนที่สังคมจะเริ่มรับรู้ปัญหาการแพร่ระบาดในปี 2560

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐเคยชี้แจงว่า ปลาที่ปรากฏในเอกสารส่งออกดังกล่าวเป็นปลาชนิดอื่น และการระบุชื่อ Blackchin tilapia เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการกรอกเอกสาร

ข้อสังเกตสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ปลาที่ถูกส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวมีต้นทางจากที่ใด ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยงหรือครอบครอง และระบบตรวจสอบย้อนกลับของภาครัฐในขณะนั้นสามารถยืนยันชนิดและแหล่งที่มาของปลาได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อเอกสารส่งออกระบุชื่อ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron ขณะที่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาไว้อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน หากการระบุชนิดปลาดังกล่าวเกิดจากการกรอกเอกสารผิดตามที่มีการชี้แจง ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไรซ้ำกว่า 200 ครั้งตลอดระยะเวลา 4 ปี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือดำเนินการอย่างไรกับกรณีดังกล่าว

ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อพิจารณาร่วมกับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ซึ่งวินิจฉัยถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมงและอธิบดีกรมประมง โดยระบุถึงการละเลยในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมการศึกษาวิจัย หลังจากมีการอนุญาตให้เอกชนนำเข้าปลาต่างถิ่น

แม้คำพิพากษาดังกล่าวเป็นประเด็นเกี่ยวกับ การนำเข้าและการกำกับดูแลของรัฐ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างเป็นระบบ ขณะที่ประเด็นการส่งออกในอดีตเองก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า หน่วยงานรัฐในขณะนั้นมีระบบตรวจสอบชนิด แหล่งที่มา และการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำมากน้อยเพียงใด เข้าข่ายละเลยการปฎิบัติหน้าที่หรือไม่

ทั้งนี้ การพบข้อมูลการส่งออกของบริษัททั้ง 11 แห่ง ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด แต่เป็นข้อมูลที่ควรได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติม เช่นเดียวกับบทบาทของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแล โดยทุกฝ่ายควรได้รับโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนมีการสรุปว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำผิดกฎหมาย

สำหรับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ศาลมีคำสั่งให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด พ.ศ. 2567–2570 และมาตรการอื่นที่จำเป็น โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากร เพื่อให้การดำเนินการบรรลุผลภายใน 180 วัน

นอกจากนี้ ศาลยังมีคำพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณาออกประกาศพื้นที่ในอำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เฉพาะผู้ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

คำพิพากษาดังกล่าวจึง ยังไม่ได้ชี้ขาดว่าใครคือต้นเหตุของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการส่งออก ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนระบบกำกับดูแลและตรวจสอบของภาครัฐในอดีต ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อให้สังคมได้รับคำตอบอย่างครบถ้วนว่า ปลาหมอคางดำเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยและแพร่กระจายไปอย่างไร และแต่ละฝ่ายมีบทบาทในเรื่องนี้เพียงใด

ปริศนาส่งออกปลาหมอคางดำ 11 บริษัท ศาลจี้รัฐสอบกู้วิกฤต

 นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ  กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมงและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออกปลาหมอคางดำ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะโดยประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ตรวจสอบ คือ เส้นทางการส่งออกสัตว์น้ำที่มีการระบุในเอกสารว่าเป็นปลาหมอคางดำจากประเทศไทยในช่วงปี 2556-2559 โดยพบข้อมูลบริษัทปลาสวยงาม 11 แห่ง ส่งออกรวมกว่า 320,000 ตัว จำนวน 222 ครั้ง ไปยังมากกว่า 10 ประเทศ ก่อนมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2560

โดยที่ผ่านมา สังคมให้ความสนใจกับคำถามว่าปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร แต่เครือข่ายฯ เห็นว่า ควรตรวจสอบเส้นทางการส่งออกควบคู่กัน โดยเฉพาะปลาที่ถูกส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวมีต้นทางจากที่ใด ใครเป็นผู้นำเข้า เพาะเลี้ยง หรือครอบครอง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้หรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นทางของปลาหมอคางดำและการแพร่ระบาดในประเทศไทย

ส่วนอีกประเด็นที่เครือข่ายฯ ต้องการความชัดเจน คือ คำชี้แจงภายหลังเกิดการร้องเรียนเรื่องการแพร่ระบาดในปี 2560 ที่ระบุว่า การระบุชนิดและชื่อปลาในเอกสารส่งออกอาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ส่งออก โดยตั้งข้อสังเกตว่า การส่งออกสัตว์น้ำมีกระบวนการตรวจสอบก่อนส่งออก จึงควรตรวจสอบว่าเหตุใดการระบุชนิดปลาคลาดเคลื่อนจึงเกิดขึ้นมากกว่า 200 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 4 ปี รวมถึงกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐในขณะนั้นสามารถยืนยันชนิดและแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ในระดับใด

สำหรับการยื่นคำร้องมีเป้าหมายให้เกิดการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องออกสู่สาธารณะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางของปลาที่เคยถูกส่งออกจากประเทศไทย และนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประกอบการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในปัจจุบัน

ซึ่งเครือข่ายฯ ย้ำว่า ข้อสังเกตดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าบริษัทผู้ส่งออกทั้ง 11 แห่ง เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด หรือมีหน่วยงานภาครัฐเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด แต่เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยทุกฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงควรมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง

ขณะที่ความเคลื่อนไหวอีกคดีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาปลาหมอคางดำ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 กรณีผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ฟ้องกรมประมงกับพวกรวม 18 คน จากกรณีกรมประมงละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกันและควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยศาลมีคำสั่งให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 และมาตรการอื่นที่จำเป็น โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากร เพื่อให้การดำเนินการบรรลุผลภายใน 180 วัน

นอกจากนี้ ศาลมีคำพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พิจารณาประกาศพื้นที่ อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และ อ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เฉพาะผู้ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

ปริศนาส่งออกปลาหมอคางดำ 11 บริษัท ศาลจี้รัฐสอบกู้วิกฤต

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวยอมรับว่าจุดอ่อนที่ผ่านมาคือเงินงบประมาณที่น้อยนิดและการบริหารจัดการที่ล่าช้า แม้เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งต้องเดินหน้าจัดการปัญหาให้จบ เชื่อว่าสามารถกำจัดได้ แต่คงไม่หมดไปโดยหลังศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ จ. สมุทรสงครามนั้นล่าสุดได้รับรายงาน จากกรมประมงว่าอยู่ระหว่างปรึกษากับฝ่ายกฎหมาย โดยตนได้สั่งการให้ดูในรายละเอียดเรื่องการอุทธรณ์เพิ่มเติม รวมถึงให้ร่างหนังสือเพื่อส่งมาตรการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนให้เร็วที่สุด โดยย้ำว่าการอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ทุกอย่างต้องดำเนินการควบคู่กันไป

อย่างไรก็ตาม กรมประมงมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประมง ได้วางแผนจัดสรรงบประมาณในปี 2570 สำหรับแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไว้เบื้องต้นประมาณ 70-90 ล้านบาท

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความรุนแรงและจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา ทำให้กรอบงบประมาณเดิมอาจไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลางเพิ่มเติม โดยประเมินวงเงินไว้ประมาณ 350 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินมาตรการแก้ไขและควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างครอบคลุมและเบื้องต้น ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบในหลักการแล้ว เพื่อเตรียมเดินหน้าดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวต่อไปซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ยกระดับแผนปฏิบัติการ 3 ด้าน ด้านแรก คือ การจำกัดพื้นที่ระบาด ต่อมา คือ การกำจัดตัวปลา และด้านที่ 3 การนำซากไปใช้ประโยชน์

นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มมาตรการเร่งด่วนเข้ามาอีกด้วย ทั้งการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด, การวิจัยและติดตามด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การทำ Tagging และการตรวจสารพันธุกรรม, การเยียวยาเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือ การบูรณาการเครือข่ายร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้นำชุมชนในทุกพื้นที่ เพราะรอพึ่งแค่กรมประมงอย่างเดียวไม่ได้ วันนี้ต้องประสานพลังกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และพี่น้องเครือข่ายเกษตรกร อาสาสมัครในพื้นที่ เข้ามาช่วยกันจับ ช่วยกันเฝ้าระวัง ถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่ากรอบเวลา 180 วันที่ต้องทำให้ได้ จะทำได้แน่นอน แต่ต้องยอมรับว่าการกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปเลยคงเป็นไปได้ยาก แต่เชื่อว่าลดน้อยลงแน่นอน

"การแพร่ระบาดที่รุนแรงนี้สะสมมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่มารับตำแหน่ง แต่กระบวนการของศาลยุติธรรมก็ต้องดำเนินต่อไป ใครทำผิดหรือหน่วยงานไหนมีความบกพร่อง ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมายไม่มีละเว้น ไม่ปัดความรับผิดชอบ วันนี้ก้าวเข้ามาทำงานแล้ว ต้องทำเต็มที่ แม้ที่ผ่านมาจะยอมรับว่ามีความล่าช้าและขาดความต่อเนื่องในการใส่ใจอย่างจริงจัง แต่จากนี้ไปภายใต้การนำของเจ้าตัวและรัฐบาล จะเดินหน้ากวาดล้างอย่างต่อเนื่องและเด็ดขาดที่สุด" 

ส่วนกรณีชาวบ้านในพื้นที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ พบปลาหมอคางดำ และผลยืนยันจากประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ชี้ชัดว่าเป็นปลาหมอคางดำ นั้น ได้รับรายงานเรื่องนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และได้สั่งการให้ประมงจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบทันที แม้เบื้องต้นผลตรวจสอบของเจ้าหน้าที่จะยังไม่พบตัวปลาหมอคางดำ เพราะคนที่พบคือชาวบ้าน แต่เนื่องจากสถานการณ์มีความอ่อนไหวสูง จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ยกระดับการตรวจค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนและห้ามปล่อยปะละเว้นเด็ดขาด