วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

'เครือข่ายเสียงจากป่า' ยื่นศาลปกครอง สอบปมนำเข้าปลาหมอคางดำ

"ปธ.เครือข่ายเสียงจากป่า" ยื่นศาลปกครอง ขอให้ตรวจสอบภาครัฐ - เอกชน กรณีกำกับ นำเข้า–ส่งออก “ปลาหมอคางดำ” หวังได้ข้อเท็จจริง-ทางแก้ปัญหา

ที่ศาลปกครอง นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า เปิดเผยว่าตนยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมงและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการนำเข้า และ ส่งออกปลาหมอคางดำ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยมีประเด็นสำคัญคือขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เส้นทางการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทยในช่วงปี 2556–2559 หลังพบข้อมูลการส่งออกโดยบริษัทปลาสวยงาม 11 บริษัท รวมกว่า 320,000 ตัว จำนวน 222 ครั้ง ก่อนมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2560

นายชัยภัฏ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสังคมให้ความสนใจอย่างมากกับคำถามว่า ปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร โดยเครือข่ายเสียงจากป่าเห็นว่าควรตรวจสอบเส้นทางการส่งออก ว่าปลาหมอคางดำที่ถูกส่งออกจากประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวมีต้นทางมาจากที่ใด ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยงหรือครอบครอง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้หรือไม่ ดังนั้นจึงนำข้อมูลยื่นประกอบคำร้อง คือ เอกสารการส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวมีการระบุชื่อสามัญ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron แต่ไม่มีข้อมูลต้นทางหรือแหล่งที่มาของปลาอย่างชัดเจน และขอให้ตรวจสอบ คือ คำชี้แจงภายหลังเกิดการร้องเรียนเรื่องการแพร่ระบาดในปี 2560 ซึ่งระบุว่า การระบุชนิดและชื่อปลาในเอกสารส่งออกอาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ส่งออก

"เครือข่าย ตั้งข้อสังเกตว่า การส่งออกสัตว์น้ำมีกระบวนการตรวจสอบก่อนส่งออก และปลาดังกล่าวถูกส่งไปยังมากกว่า 10 ประเทศ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า เหตุใดการระบุชนิดปลาคลาดเคลื่อนจึงอาจเกิดขึ้นซ้ำมากกว่า 200 ครั้งตลอดช่วงเวลา 4 ปี และกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐในขณะนั้นสามารถยืนยันชนิดและแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ในระดับใด" นายชัยภัฏ กล่าว

นายชัยภัฏ กล่าวย้ำว่าการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องออกสู่สาธารณะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางของปลาหมอคางดำที่เคยถูกส่งออกจากประเทศไทย และอาจนำไปสู่ข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการปัญหาในปัจจุบัน ไม่ใช่ระบุว่าบริษัทผู้ส่งออกทั้ง 11 แห่งเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด หรือหน่วยงานภาครัฐเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใด