UTA ตั้งเป้าดัน “อู่ตะเภา” เป็น Magnet ดึงดูดการเดินทาง เจาะกลุ่ม High-Value Tourism กำลังซื้อสูง หวังสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ แนะภาครัฐถึงเวลาต้องผ่อนปรนลุยมอบสิทธิประโยชน์จูงใจนักลงทุน - นักท่องเที่ยว
นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด งาน EEC Never Stops: The Next Chapter อีอีซี ก้าวต่อไป จัดโดย “EECO” และ Nation Group วันนี้ (7 ก.ย.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์สำคัญของอีอีซี แต่วันนี้ใช้เวลามากว่า 6 ปีแล้ว เพราะต้องเจออุปสรรคในหลายเรื่อง ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก
โดยที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการบินเผชิญปัญหาทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ส่งผลให้ทิศทางการบินโลกเปลี่ยนไปจากเดิม แต่วันนี้ปัจจัยเหล่านั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กลายเป็นโอกาสที่ทำให้โครงการเมืองการบินกลับมาทบทวนและปรับมุมมองในการขับเคลื่อนใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี แผนพัฒนาในการตั้งต้นโครงการนั้น วางเป้าหมายให้อู่ตะเภาเป็นสนามบินและเมืองการบินที่มุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมการผลิตและการซ่อมบำรุงในเขตส่งเสริม เช่น การผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ การประกอบ และการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) แต่วันนี้แนวคิดดังกล่าวได้ถูกยกระดับขึ้นเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะดึงศักยภาพและจุดแข็งที่แท้จริงของประเทศไทยมาใช้ แทนที่จะวิ่งไล่ตามจุดแข็งของคนอื่น
"หลังโควิดมาการบินโลกไม่เหมือนเดิม แต่ทำให้เกิดโอกาสใหม่ วันนี้มองเห็นว่า EEC คือพื้นที่มหัศจรรย์ สามารถใช้การท่องเที่ยวนำเป็นพื้นฐาน เมืองการบินจึงจะเดินหน้าด้วย High-Value Tourism ดึงเงินมาลงทุนเพื่อเกิดการท่องเที่ยว สร้างงานและกำลังซื้อ"
ทั้งนี้ จากจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวของประเทศและพื้นที่อีอีซี แต่ UTA มองว่าทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมอันโดดเด่นของไทยอาจยังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ให้ดึงดูด High-Value Tourism ดังนั้นโจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้เดินทางเข้ามา และจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ให้มากที่สุด สร้าง Ecosystem เพื่อดึงดูดผู้มีกำลังซื้อสูง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้ UTA จึงวางโจทย์ให้เมืองการบินอู่ตะเภาต้องเติมเต็มในส่วนของการดึงดูดการลงทุนเพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูง (High-Value Tourism) ภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ B2BC (Business-to-Business-to-Consumer) เพื่อสร้างงานและสร้างพลังซื้อหมุนเวียนให้ตกอยู่กับคนในภูมิภาคอย่างแท้จริง ให้อู่ตะเภาเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดคนเข้ามาในพื้นที่หลังจากนั้นเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังพัทยา ระยอง ชลบุรี และจันทบุรี เป็นต้น
สำหรับสถานะโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ปัจจุบันได้ลงนามหนังสือเริ่มก่อสร้าง (NTP) เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา โครงการจึงถือว่าได้ก้าวผ่านขั้นตอนและกระบวนการสำคัญ (Process) ต่างๆ พร้อมที่จะเดินหน้าพัฒนา โดยคาดว่าในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า จะเริ่มเห็นความคืบหน้าในการออกตลาดเพื่อชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นายวีรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า จากผลกระทบของโควิดที่ทำให้ผู้โดยสารเดินทางน้อยลง ประกอบกับรถไฟความเร็วสูงก็ยังไม่พัฒนา ทำให้วันนี้ UTA ได้ปรับรายละเอียดการดำเนินงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ลดขนาดการพัฒนาสนามบินในระยะแรกจากเดิมจะสร้างเพื่อรองรับ 16 ล้านคน ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์เป็นพัฒนาระยะแรกรองรับ 3 ล้านคน แต่ยังคงเร่งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมอื่นๆ เพื่อดึงดูดให้เกิดการเดินทาง
ขณะเดียวกัน UTA ยังเดินหน้าแผนสร้างดีมานด์ด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว Man Made เพื่อดึงดูด High-Value Tourism ทำเมืองการบินให้ครบวงจรทั้งช้อปปิ้ง กินดื่ม และกิจกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ เพื่อทำให้อู่ตะเภาเป็นหมุดหมายที่คนต้องการเดินทางมาท่องเที่ยว หรือหากเป็นกลุ่มธุรกิจก็ต้องมีกิจกรรมหลังการประชุม
"วันนี้สิ่งที่จะทำให้อีอีซีเดินหน้า รัฐต้องช่วยกระตุ้นดีมานด์ สิทธิประโยชน์ กำหนดว่าคนมาเที่ยวได้อะไร มาลงทุนได้อะไร ถ้าชัดเจนตรงนี้นักลงทุนก็มาได้ ตอนนี้นักลงทุนต้องการความชัดเจน เพราะวันนี้ทุกประเทศคู่แข่งมีข้อเสนอเหล่านี้หมด"
นายวีรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ มองว่าการลงทุนอะไรในอีอีซี หากเดินได้ก่อนต้องเร่งดำเนินการ เงื่อนไขการลงทุนอะไรผ่อนปรนได้ต้องทำ วันนี้ต้องผ่อนปรนบ้างเพราะคู่แข่งอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มาทีหลังแต่มีความหิวที่จะแซงประเทศไทย ดังนั้นในฐานะลีดเดอร์ถ้ายังเล่นเกมส์เดิมไม่ขยับออกไป อาจไม่เหลือเกมส์ให้เล่น





