สกพอ.เปิดมูลค่าการลงทุน EEC คิดเป็น 1 ใน 4 ของประเทศ สะท้อนหมุดหมายนักลงทุน ยันเมกะโปรเจกต์เดินหน้าต่อทั้งเมืองการบินอู่ตะเภา - ไฮสปีดเทรน เดินหน้าเป้าหมายจากนี้พัฒนาอุตสาหกรรมคู่ชุมชน
KEY POINTS
- สกพอ. เผยการลงทุนจริงในพื้นที่ EEC นับตั้งแต่จัดตั้งมีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 25% ของการลงทุนทั้งประเทศ
- เศรษฐกิจในพื้นที่ EEC มีการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยมีมูลค่า GDP ของ 3 จังหวัดรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 14% ของ GDP ประเทศไทย
- สกพอ. ยืนยันเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง โดยเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง เพื่อกระตุ้นการลงทุน และมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) งาน EEC Never Stops: The Next Chapter อีอีซี ก้าวต่อไป จัดโดย “EECO” และ Nation Group วันนี้ (7 ก.ย.) โดยระบุว่า จุดเริ่มต้นของการสร้างอีอีซี ถูกดีไซน์มาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ
1. การนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามา เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจดั้งเดิมให้ก้าวทันโลกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2.การจัดให้มีบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อลดต้นทุนในการประกอบกิจการของภาคเอกชน
3.การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน
4.การบริหารจัดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม
5.การพัฒนาเมืองเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมกับการประกอบอาชีพของชุมชนสามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ดี อีอีซีเดินหน้ามาเป็นเวลา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งในปี 2561 ผลการดำเนินงานสะท้อนได้ว่าอีอีซีเป็นพื้นที่เเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GDP) ของ 3 จังหวัดในพื้นที่อีอีซีสูงถึงประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท ซึ่งในโครงสร้างเศรษฐกิจนี้มีภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวยืนโรงหลักในสัดส่วน 66% ตามด้วยภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6%
อีกทั้งตัวเลขเหล่านี้ยังชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของอีอีซีมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่เสมอ เพราะแม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อปี 2563 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะหดตัวติดลบไปถึง -7.1% แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง พื้นที่แห่งนี้ก็ดีดตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นกลไกหลักที่ช่วยดึงเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวขึ้นมา
ดร.จุฬา กล่าวว่า หากมองภาพรวมทั้งประเทศ มูลค่า GDP ของ 3 จังหวัดในอีอีซี คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 14% ของ GDP ประเทศไทย โดยแบ่งเป็นจังหวัดฉะเชิงเทรา 2.3% ชลบุรี 6.6% และระยอง 5.9% โดยสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมคือรายได้ต่อหัวของประชากรในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดระยองครองอันดับ 1 ของประเทศ ขณะที่ชลบุรีอยู่ในอันดับ 3 รองจากกรุงเทพมหานคร และฉะเชิงเทราอยู่ในอันดับ 4
“อีอีซีไม่ได้มองเพียงแค่ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนหรือตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่สิ่งที่เป็น Impact จริงต่อเศรษฐกิจคือมูลค่าการลงทุนจริง ซึ่งข้อมูลสะสมนับตั้งแต่จัดตั้งอีอีซี เม็ดเงินการลงทุนจริงในพื้นที่แห่งนี้คิดเป็น 1 ใน 4 หรือ 25% ของการลงทุนจริงทั้งประเทศ หรือเฉลี่ยแล้วมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี”
สำหรับประเด็นการลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจกต์ ปัจจุบันโครงการท่าเรือ 2 แห่งได้เดินหน้าก่อสร้างส่วนของภาครัฐแล้ว และอยู่ในขั้นที่เอกชนกำลังดำเนินงาน ขณะที่โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ยอมรับว่าล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2-3 ปี โดยภาครัฐได้ลงทุนส่วนของทางวิ่ง (รันเวย์) ขณะที่ภาคเอกชนปัจจุบันกำลังจะเริ่มดำเนินการ
ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) สกพอ. กำลังเร่งรัดกระบวนการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อให้โครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้กลับมาเดินหน้าได้ตามแผน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งหากนับเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 โครงการรวมมูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านบาท และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้น ก็จะเกิดการจ้างงานและการจับจ่ายอื่นๆ ตามมาอีก
“รถไฟความเร็วสูงตอนนี้กำลังเตรียมพิจารณา อีอีซียังต้องมีรถไฟ ถ้า PPP ไปไม่ได้ รัฐก็คงต้องดูแลบางส่วนไปก่อน และให้เอกชนมาเดินรถ เพราะเชื่อว่าดีมานด์ช่วงต่อไปถ้ามีอู่ตะเภาและเมืองการบิน ดีมานด์จะกลับมาที่รถไฟ ดังนั้นถ้า PPP ไปต่อไม่ได้ รัฐคงต้องมาดำเนินการ อาจจะพัฒนาเป็นรถไฟความเร็ว 160 กิโลเมตร”
ดร.จุฬา กล่าวด้วยว่า สกพอ.ยังเดินหน้าการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับชุมชนและคนในพื้นที่ เพื่อให้อุตสาหกรรมและชุมชนเติบโตไปด้วยกัน โดยได้ขยายการตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษออกไปแล้วถึง 47 แห่ง ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเฉพาะทางและผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคบริการ เข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้สะดวกขึ้น
”เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้เป็นเสมือนไข่แดง และมีการดีไซน์ให้พื้นที่รอบนอกหรือชุมชนเป็นไข่ขาว เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ลบล้างภาพจำเดิมๆ ที่ว่าอุตสาหกรรมจะต้องคู่กับมลพิษ และแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยุคใหม่ภายใต้ EEC นั้นมีความทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม“
นอกจากนี้ สกพอ.ยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชนด้วยกลยุทธ์การสร้างซัพพลายเชน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรม โดยไม่ได้หมายถึงแค่วัสดุอุปกรณ์ในโรงงานเท่านั้น แต่รวมถึงซัพพลายเชนที่เกิดจากคนทำงานด้วย เพราะคนทำงานต้องกิน ต้องใช้ และต้องมีที่อยู่อาศัย ชุมชนรอบนอก จึงสามารถเข้ามาเป็นผู้ซัพพลายอาหาร ที่พักอาศัย แหล่งท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เพื่อดึงเงินทุนจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาหมุนเวียนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
“วันนี้ชัดเจนว่า EEC Never Stops จากช่วงเวลาการทำงานในฐานะเลขา สกพอ. 4 ปี 5 รัฐบาล 4 นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีใครบอกว่าอีอีซีต้อง Stop ยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายถัดไปจะมุ่งพัฒนาอีอีซียั่งยืน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นความหวังคนไทย เป็นจุดหมายนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ”





