"ธนิต โสรัตน์" เตือนตลาดแรงงานในประเทศไทยเปราะบาง วิกฤติสภาพคล่อง-นายจ้างอ่อนแรง กระทบเสถียรภาพการจ้างงาน
KEY POINTS
- ดร.ธนิต โสรัตน์ ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งวิกฤติพลังงาน และการแข่งขันจากสินค้าราคาถูกของจีน ซึ่งกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งจ้างงานหลักในประเทศ
- สถานประกอบการ และภาคครัวเรือนจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องพร้อมกัน เนื่องจากรายจ่ายสูงขึ้นแต่รายได้ไม่เพิ่มตาม ส่งผลให้หนี้พุ่งสูง และสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
- แม้ภาพรวมตลาดแรงงานจะยังดูมีเสถียรภาพ แต่เริ่มมีสัญญาณการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Sunset Industry ที่ถูกบีบจากต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันด้านราคาจนถึงขั้นขาดทุน
- เตือนว่าสภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าใกล้ปรากฏการณ์ "Japanification" หรือเศรษฐกิจขยายตัวต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ และความมั่นคงในการจ้างงานของแรงงานไทยในระยะยาว
ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลามกลายเป็นวิกฤติพลังงานรอบใหม่
ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบาง และคาดการณ์ได้ยาก ประเทศต่างๆ รวมถึงจีนซึ่งพึ่งพาการส่งออกคล้ายไทย กำลังเผชิญกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ สินค้าล้นสต๊อก จนต้องเร่งระบายสินค้าราคาถูกออกสู่ตลาดโลก ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศที่เป็นแหล่งจ้างงานหลัก
ดร.ธนิต ระบุว่า ตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาซ้อนหลายชั้น ทั้งราคาน้ำมันดิบโลกที่ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้รัฐบาลจะเข้าไปช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ แต่ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ
ทั้งนี้ ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ที่มีงานทำกว่า 42 ล้านคน อัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 1.1% แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่แรงงานต่างด้าวในประเทศพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 4.3 ล้านคน สะท้อนว่าภาพรวมตลาดแรงงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ แม้จะเริ่มมีสัญญาณการเลิกจ้างหรือหยุดงานชั่วคราวในบางอุตสาหกรรมบ้างแล้วก็ตาม
ดร.ธนิต ชี้ว่า ปัจจัยหนุนสำคัญที่ยังพยุงตลาดแรงงานไว้ได้คือ ภาคส่งออกที่ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้ความต้องการแรงงานยังคงตึงตัวจากอุปสงค์ที่สูงกว่าอุปทาน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกลุ่มที่อยู่ใน "ขาลง" หรือ Sunset Industry เช่น ยานยนต์สันดาป เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลแปรรูป และเสื้อผ้าสำเร็จรูป กำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง จนเกิดภาวะกำไรถูกบีบจนถึงขั้นขาดทุน
"สถานประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องพร้อมกันทั้งภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน เพราะรายจ่ายสูงขึ้นแต่รายได้ไม่เพิ่มตาม ทำให้หนี้ครัวเรือน และหนี้ธุรกิจพุ่งสูง สถาบันการเงินเริ่มเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ และเริ่มเห็นสัญญาณหนี้เสียเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา" ดร.ธนิต กล่าว
ดร.ธนิต กล่าวทิ้งท้ายว่า สภาวะเศรษฐกิจไทยขณะนี้เข้าใกล้ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Japanification" คือ เศรษฐกิจขยายตัวต่ำต่อเนื่องยาวนานคล้ายกับญี่ปุ่น แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะเตือนว่าไทยกำลังเดินตามรอยญี่ปุ่น แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมองว่าบริบทของไทยแตกต่างออกไป ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวจะยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพ และความมั่นคงในการจ้างงานของแรงงานไทยต่อไปในระยะข้างหน้า
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





