พาณิชย์ เผย ครึ่งปี 69 จีดีพีจีน โต 4.7% มูลค่า 69.57 ล้านล้านหยวน จับตา ' ฉงชิ่ง เฉิงตู ซีอาน ' 3 เมืองเศรษฐกิจใหม่ ' 3 เครื่องยนต์ 3 โมเดล' โอกาสให้ผู้ประกอบการไทยจาก “ตลาดปลายทาง” สู่ “ฐานเชื่อมโยงธุรกิจ” ห่วงโซ่อุปทานจีนตอนใน
KEY POINTS
- จีนตะวันตกกำลังกลายเป็นฐานเศรษฐกิจแห่งใหม่ โดยมี 3 เมืองสำคัญคือ ฉงชิ่ง เฉิงตู และซีอาน ซึ่งมีจุดแข็งที่แตกต่างกันแต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
- ฉงชิ่งเน้นอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่และการผลิตขั้นสูง, เฉิงตูเป็นศูนย์กลางบริการ นวัตกรรม และตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่, ส่วนซีอานเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีขั้นสูงและประตูการค้าสู่ตลาดโลก
- ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายตลาดสู่จีนตะวันตก โดยควรปรับกลยุทธ์จากการมองเป็นเพียงตลาดปลายทาง มาสู่การใช้เป็นฐานเชื่อมโยงธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีนและขยายต่อไปยังยุโรป
- การเข้าสู่ตลาดต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละเมือง เช่น สินค้าไลฟ์สไตล์ที่เฉิงตู, อุตสาหกรรม B2B ที่ฉงชิ่ง และสินค้าไฮเทคที่ซีอาน ควบคู่กับการยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพสูงเพื่อตอบสนองการบริโภคยุคใหม่
เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ประเทศจีน รายงานว่า ปี 2569 เป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 หรือ “แผนห้าปีฉบับที่ 15” เศรษฐกิจจีนกำลังปรับโครงสร้างจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมและการลงทุนแบบดั้งเดิม ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริโภคคุณภาพสูง โดยครึ่งแรกปี 2569 GDP จีนอยู่ที่ 69.57 ล้านล้านหยวน ขยายตัว 4.7%
โดยอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงขยายตัว 13.3 % ขณะที่ผลผลิตอุปกรณ์การพิมพ์ 3 มิติ เพิ่มขึ้น 48.5 % แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพิ่มขึ้น 39.3 % และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 28.0 % การค้าต่างประเทศโต 16.9% สะท้อนทิศทาง “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่” ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล และการผลิตอัจฉริยะ
หนึ่งในภูมิภาคที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ จีนตะวันตกที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่เชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นฐานเศรษฐกิจ การผลิต เทคโนโลยี การบริโภค และโลจิสติกส์แห่งใหม่ของประเทศ โดยมี 3 เมืองที่น่าจับตามองมาที่สุด คือ นครฉงชิ่ง นครเฉิงตู และเมืองซีอาน สร้างจุดแข็งที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกัน กลายเป็นฐานเศรษฐกิจ การผลิต เทคโนโลยี และโลจิสติกส์แห่งใหม่ของจีน
1. นครฉงชิ่ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 GDP ของนครฉงชิ่งมีมูลค่า 1.67022 ล้านล้านหยวนเพิ่มขึ้น 4.2 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยยังคงสามารถรักษาขนาดเศรษฐกิจที่สูงและยังครองตำแหน่ง “เมืองเศรษฐกิจอันดับ 4” ของประเทศเอาไว้ได้ มูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งรถยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อุปกรณ์อัจฉริยะ และการผลิตอัจฉริยะ โดยเฉพาะการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เพิ่มขึ้นถึง 63.2 %
นอกจากนี้ นครฉงชิ่งยังคงมีจุดแข็งโดดเด่นด้านการบริโภคและการค้าต่างประเทศ โดยมียอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคสูงถึง 849,138 ล้านหยวน ครองอันดับ 1 ของเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ขณะที่มูลค่าการค้าต่างประเทศแตะระดับ 481,230 ล้านหยวน ขยายตัวถึง 31.9 % โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนที่เติบโตสูงถึง 66.9 % สะท้อนแนวโน้มการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์ระดับสูงแบบกลุ่มอุตสาหกรรม (Clustered Export) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และห่วงโซ่อุปทานที่ครบถ้วน นครฉงชิ่งกำลังเร่งยกระดับจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์อัจฉริยะ การผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีแห่งอนาคต
2. นครเฉิงตู เป็นเมือง “เศรษฐกิจเมืองใหม่” ที่ผสานบริการ การบริโภค และนวัตกรรม โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นครเฉิงตูมี GDP มูลค่า 1.28843 ล้านล้านหยวน ขยายตัว 5.0 % โดยมี “ภาคบริการ” เป็นเสาหลักในการรักษาเสถียรภาพ ซึ่งภาคบริการมีสัดส่วนเกือบ 70 % ของเศรษฐกิจเมือง ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมการเงิน ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ วัฒนธรรม การบริโภค และบริการสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เน้นการไหลเวียนของผู้คนและผู้บริโภค จึงช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดัน
ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงก็ยังขยายตัวได้ดีถึง 12.4 % และการผลิตอุปกรณ์เฉพาะทางพุ่งสูง 26.0 % ชี้ให้เห็นว่าเฉิงตูกำลังเติบโตทั้งด้าน “นวัตกรรมซอฟต์แวร์” และ “การผลิตภาคอุตสาหกรรม” นอกจากนี้ เฉิงตูยังมีข้อได้เปรียบด้านประชากรจากการเป็นเมืองพื้นที่ราบ การเป็น “เมืองแห่งสวน” (Park City) และอานิสงส์จากยุทธศาสตร์ “เมืองหลวงมณฑลที่แข็งแกร่ง” (Strong Provincial Capital) ซึ่งดึงดูดคนรุ่นใหม่และบุคลากรศักยภาพสูงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมืองขับเคลื่อนด้วยโมเดล “การบริโภค + นวัตกรรม” ที่ต้านทานความผันผวนของวัฏจักรเศรษฐกิจได้ดี นครเฉิงตูจึงเป็นทั้งตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ศูนย์กลางธุรกิจบริการ และประตูเชื่อมสู่ตลาดจีนตะวันตกเฉียงใต้
3. ซีอาน เมืองแห่งเทคโนโลยีขั้นสูงเชื่อมตลาดจีนกับตลาดโลก โดยในบรรดา 3 เมืองใหญ่ของภาคตะวันตก นครซีอานถือเป็นเมืองที่มีความเคลื่อนไหวน่าจับตามองที่สุด โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มียอดการนำเข้าและส่งออกสูงถึง 450,200 ล้านหยวน พุ่งสูงขึ้นถึง 96.2 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในกลุ่ม 20 เมืองการค้าอันดับต้นๆ ของจีน และส่งผลให้อันดับการค้าของนครซีอานขยับขึ้นถึง 7 อันดับ
แรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้มาจาก ภาคการผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) และอุตสาหกรรมผลิตวงจรรวม (Integrated Circuits) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 76.3 % ของการขยายตัวทางการค้าต่างประเทศของนครซีอาน ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของนครซีอานในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ ซีอานยังครองตำแหน่งศูนย์กลางของภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่หาเมืองอื่นทดแทนได้ยาก ด้วยศักยภาพอันแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ วิทยาศาสตร์ การบินและอวกาศ อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตขั้นสูง ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการศึกษาและการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น นครซีอานยังทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการเชื่อมโยงจีนเข้ากับตลาดเอเชียกลาง ยุโรป และเส้นทางการค้าใหม่ ซีอานจึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นสำหรับธุรกิจไฮเทค การผลิตอัจฉริยะ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และการค้าระหว่างประเทศ
นภาพรวม ฉงชิ่ง–เฉิงตู–ซีอาน ไม่ได้แข่งขันกันในรูปแบบเดิม แต่กำลังสร้างจุดแข็งที่แตกต่างและส่งเสริมซึ่งกันและกัน ฉงชิ่ง มุ่งเน้นการยกระดับฐานอุตสาหกรรมและสร้างห่วงโซ่การผลิตแห่งอนาคต เฉิงตู ใช้บริการ การบริโภค และนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อน ควบคู่กับการเสริมฐานการผลิตขั้นสูง และซีอาน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการค้าระหว่างประเทศเป็นสะพานเชื่อมจีนกับตลาดโลก
ทั้งสามเมืองจึงเปรียบเสมือน “3 เครื่องยนต์ 3 โมเดล” ของเศรษฐกิจจีนตะวันตก หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดเศรษฐกิจของเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่อยู่ที่ศักยภาพในการผนึกกำลังเชื่อมโยงภาคการผลิต เทคโนโลยี ตลาด การบริโภค โลจิสติกส์ และการค้าต่างประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจจีนตะวันตกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการปรับโครงสร้าง โดยย้ายจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม การผลิตขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล การบริโภคคุณภาพสูง และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่นครฉงชิ่ง นครเฉิงตู และนครซีอาน ได้สร้างบทบาททางเศรษฐกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่เกื้อหนุนกันอย่างลงตัว โดยพัฒนาเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยง “การผลิต–เทคโนโลยี–ตลาด–โลจิสติกส์–การค้าต่างประเทศ” เข้าด้วยกัน
ทั้งนี้ นครเฉิงตูและนครฉงชิ่งเพียงสองเมือง ก็มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันช่วงครึ่งปีแรกสูงถึง 2.95865 ล้านล้านหยวน เมื่อรวมกับนครซีอานซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและไฮเทคของภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ยิ่งตอกย้ำถึงกำลังซื้อ มวลเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และศักยภาพในการเป็น “ประตูและฐานยุทธศาสตร์แห่งใหม่” ของจีนตอนใน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดชายฝั่งตะวันออกที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการไทยจึงควรปรับกลยุทธ์จากการมองจีนตะวันตกเป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” มาสู่การใช้เป็น “ฐานเชื่อมโยงธุรกิจ” เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีนตอนใน
ตลอดจนใช้ประโยชน์จากโครงข่ายโลจิสติกส์ทางรางรถไฟขนส่งสินค้าจีน–ยุโรป (China-Europe Railway Express) ในการขยายตลาดต่อเนื่องไปยังเอเชียกลางและยุโรป ขณะเดียวกัน การเข้าสู่ตลาดจำเป็นต้องใช้วางกลยุทธ์เฉพาะเมือง (City-Specific Strategy) ให้สอดคล้องกับจุดแข็งที่แตกต่างกัน อาทิ การใช้นครเฉิงตูเป็นประตูสู่ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าไลฟ์สไตล์ อาหาร สุขภาพ และบริการสมัยใหม่ ในขณะที่ นครฉงชิ่งสามารถเป็นฐานการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม B2B ยานยนต์ พลังงานใหม่ วัตถุดิบ และช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่ และนครซีอาน สามารถเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม ชิ้นส่วนไฮเทค และการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามแดน
นอกจากนี้ เพื่อสอดรับกับทิศทางของจีนที่มุ่งเน้น “การบริโภคคุณภาพสูง” ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) ให้แก่สินค้าเพื่อก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา โดยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ความยั่งยืน บรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยเรียบหรู และการเล่าเรื่องราวของสินค้า (Storytelling) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารสุขภาพและอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึก พร้อมทั้งเร่งแสวงหาพันธมิตรท้องถิ่นที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าในระยะยาวอย่างยั่งยืน





