วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน 2569

Login
Login

‘กบข.’ โชว์บริหารพอร์ต มูลค่าทะลุ 1.6 ล้านล้าน แผนหลักโต 8% รับอานิสงส์หุ้นไทยฟื้น

“กบข.” โชว์ศักยภาพสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทะลุ 1.6 ล้านล้านบาท สะท้อนผลตอบแทนแผนหลักโต 8.08% จากต้นปี ได้แรงหนุนตลาดหุ้นไทยฟื้นผลตอบแทนสูง 34.69% ดึงสมาชิกแห่เปลี่ยนแผนลงทุน ปั้นกลยุทธ์ TPA ปั๊มผลตอบแทนระยะยาว-รับมือความผันผวนโลก เดินหน้าดัน บจ. ไทยสู่เป้าหมายความยั่งยืน

นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กบข. มีจำนวนสมาชิกราว 1.3 ล้านคน และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ราว 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งการเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากสองส่วนหลัก คือ การออมเพิ่มของสมาชิก และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ที่ กบข. เข้าไปลงทุน

สำหรับภาพรวมผลตอบแทนจากการลงทุนตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 16 ส.ค. 2569 ถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก โดยแผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไป ทำผลตอบแทนได้สูงถึง 8.08% ขณะที่พอร์ตลงทุนอื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเช่นเดียวกัน นำโดย

  • แผนหุ้นไทย (TEQ): ทำผลตอบแทนสูงสุดถึง 34.69%
     
  • แผนหุ้นต่างประเทศ (GEQ): ทำผลตอบแทนได้ 24.19%
     
  • แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์: ทำผลตอบแทนได้ 20.41%
     
  • แผนสมดุลอายุสัดส่วนใหม่ (สำหรับสมาชิกอายุต่ำกว่า 50 ปี): ทำผลตอบแทนได้ 17.23%
     
  • แผนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทย (REIT): ทำผลตอบแทนได้ 15.79%
     
  • แผนกองทุนรวมวายุภักษ์ (VAYU): ทำผลตอบแทนได้ 12.26%
     
  • แผนทองคำ (GOLD): ทำผลตอบแทนได้ 5.58% สะท้อนความผันผวนสูงตามนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed แม้ปีที่ผ่านมาจะสร้างผลตอบแทนได้สูงมากก็ตาม

สลับแผนสู่หุ้นไทย รับเชื่อมั่นตัวเลขลงทุน

นายศรพลกล่าวด้วยว่า ตลาดหุ้นไทยปี 2569 ที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตมากขึ้น โดยในเดือน ก.ค. พบว่าสัดส่วนเงินลงทุนจากการสลับแผนกว่า 40% ไหลเข้าสู่แผนหุ้นไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ อีกทั้งไทยยังมียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ดึงดูดความสนใจนักลงทุนต่างชาติ

สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี ของไทยในไตรมาสที่ 2 จะขยายตัวเพียง 1.9% แต่ตัวเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การลงทุนของภาคเอกชนที่เติบโตสูงถึง 14% ซึ่งเป็นผลมาจากการผลักดันสิทธิประโยชน์การลงทุนอย่าง BOI ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม 

อย่างไรก็ดี กบข. ยังคงเน้นย้ำและแนะนำให้สมาชิกเน้นการลงทุนระยะยาวและกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ควรเก็งกำไรระยะสั้นในสินทรัพย์เดียว

เปลี่ยนผ่านสู่ "TPA" จัดพอร์ตตามความเสี่ยง รับมือโลกผันผวน

ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและตราสารหนี้เปลี่ยนแปลงไป และไม่ได้เคลื่อนไหวสวนทางกันเช่นในอดีต ทำให้ยากต่อการกระจายความเสี่ยง ดังนั้น กบข. จึงมีแนวคิดมุ่งยกระดับกระบวนการลงทุนด้วยแนวคิดใหม่ด้านการลงทุนที่เรียกว่า Total Portfolio Approach (TPA) เพื่อก้าวข้ามกรอบกติกาแบบ SAA (Strategic Asset Allocation) ดั้งเดิมที่มีสัดส่วนกระจายสินทรัพย์ที่ตายตัว และ 3-5 ปี จึงจะทบทวนสักครั้ง

โดยการจัดพอร์ตแบบ TPA จะมองสินทรัพย์อย่างเป็นองค์รวม หรือเป็น "พอร์ตเดียว" (One Portfolio) และวิเคราะห์สอดส่องผลตอบแทนผ่านเลนส์ปัจจัยเสี่ยง (Risk-Factor Lens) เช่น ปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ, อัตราเงินเฟ้อ, และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ที่กระทบสินทรัพย์ต่างๆ พร้อมกัน

ช่วยให้เกิดการปรับพอร์ตแบบไดนามิก ปรับสัดส่วนกระแสเงินลงทุนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และสอดรับกับความเป็นจริงตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก

ปัจจุบัน กบข. ได้ประยุกต์ใช้ในรูปแบบ Hybrid TPA แล้วบางส่วน โดยในระหว่างนี้จนถึงสิ้นปี 2569 กบข. จะเร่งศึกษาเจาะลึกกระบวนการตัดสินใจ โครงสร้าง และวัฒนธรรมการลงทุน ของกองทุนบำนาญชั้นนำของโลกที่มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบ TPA เช่น นอร์เวย์, สิงคโปร์, แคนาดา, และสหรัฐ

เพื่อกำหนดรูปแบบและทิศทางโครงสร้างบริหารพอร์ต TPA ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับ กบข. โดยรักษากรอบเป้าหมายสำคัญในการปกป้องเงินต้นและสร้างผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อ (CPI + 2-3%)

‘กบข.’ โชว์บริหารพอร์ต มูลค่าทะลุ 1.6 ล้านล้าน แผนหลักโต 8% รับอานิสงส์หุ้นไทยฟื้น

พอร์ตพันธบัตรยั่งยืน ‘แสนล้าน’ สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

นายศรพล กล่าวต่อไปว่า กบข. มีแนวทางในการบูรณาการมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้าเป็นแกนหลักของการบริหารความเสี่ยงเพื่อรักษาและสร้างมูลค่าพอร์ตลงทุนในระยะยาว (Risk Management) 

ในปัจจุบัน กบข. มีการจัดสรรเม็ดเงินลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-Linked Bond รวมมูลค่าแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กบข. ได้เดินหน้ายุทธศาสตร์การเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์เชิงรุก ใช้สิทธิออกเสียงเพื่อร่วมพัฒนาองค์กรบริษัทจดทะเบียนไทย โดยในปีที่ผ่านมา กบข. ได้เข้าพบและเจรจากับบริษัทจดทะเบียนชั้นนำจำนวน 10 แห่งใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม คิดเป็น 22-24% ของพอร์ตการลงทุนในประเทศ 

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการรายงานข้อมูล ESG เชิงลึก สอดรับกับนโยบายของสำนักงาน ก.ล.ต. และเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ของประเทศไทยในปี 2050