ธุรกิจ SME ไทยเผชิญวิกฤตรอบด้านจากเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนพุ่ง และกำลังซื้อหดตัว ส่งผลให้ยอดขายทรุด หนี้เสีย (NPL) พุ่งสูงถึง 9.16% และเกิดปัญหาการชะลอจ่ายหนี้ สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทำให้สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่อง 15 ไตรมาส ขณะที่ธุรกิจจำนวนมากทยอยปิดตัวลงมากกว่าการเปิดใหม่
KEY POINTS
- ธุรกิจ SME ไทยเผชิญวิกฤตรอบด้านจากเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนพุ่ง และกำลังซื้อหดตัว ส่งผลให้ยอดขายทรุด หนี้เสีย (NPL) พุ่งสูงถึง 9.16% และเกิดปัญหาการชะลอจ่ายหนี้
- สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทำให้สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่อง 15 ไตรมาส ขณะที่ธุรกิจจำนวนมากทยอยปิดตัวลงมากกว่าการเปิดใหม่
- ผู้ประกอบการกำลังรอมาตรการช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติมจากภาครัฐ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและพยุงธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤต แม้จะมีมาตรการบางส่วนออกมาแล้ว
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจและเครื่องยนต์หลักในการจ้างงาน โดยมีการจ้างงานสูงถึง 70% ของการจ้างงานทั้งหมดของประเทศ แต่เอสเอ็มอีของไทยกำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีเหมือนกับ “เรือเล็ก” ที่เผชิญมรสุมอย่างหนัก ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งขยายตัวต่ำเพียง 1.9%
ขณะที่ปัญหาต้นทุนรอบด้านพุ่งสูง กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอจากหนี้ครัวเรือน และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน กำลังผลักดันให้เอสเอ็มอีไทยจำนวนมากเข้าสู่ภาวะถดถอย และทยอยปิดตัวลงอย่างน่ากังวล ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มาตรการช่วยเหลือทางการเงินของภาครัฐเพิ่มเติมเพื่อเร่งส่งผ่านเงินทุนหมุนเวียนลงสู่พื้นที่จริงโดยเร็วที่สุด
- หนี้เน่าพุ่ง 9.16% สินเชื่อหดตัว 15 ไตรมาส
ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนภาพความเปราะบางด้านการเงินของกลุ่มเอสเอ็มอีอย่างเด่นชัด โดยแม้ภาพรวมหนี้เสีย (NPL) ในระบบธนาคารพาณิชย์จะทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.85 แต่หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มสินเชื่อเอสเอ็มอี พบว่าอัตราหนี้เสีย (NPL) กลับพุ่งสูงขึ้นถึง 9.16%
ขณะเดียวกันยอดสินเชื่อคงค้างของเอสเอ็มอีในระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงหดตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ไตรมาสติดต่อกัน โดยในไตรมาสสองของปี 2569 สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 5.07% เนื่องจากสถาบันการเงินต่างเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยมีการปรับเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดอัตราส่วนหลักประกัน (Margin) ในระดับที่สูงขึ้นสำหรับกลุ่มเสี่ยง
นอกจากนี้สัดส่วนสินเชื่อที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ Stage 2 ของเอสเอ็มอี ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 15.9% ซึ่งสะท้อนว่ายังมีลูกหนี้จำนวนมากที่จวนเจียนจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคตอันใกล้
- แรงกดดันรอบด้านทำลูกหนี้เริ่ม ‘ดีเลย์จ่ายหนี้’
ขณะที่ผลสำรวจเชิงลึกของธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ภายใต้รายงาน "SME Insight 2026" ระบุว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเผชิญกับยอดขายที่ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 4-5% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินสดและสภาพคล่องหมุนเวียนภายในธุรกิจ จนเกิดปรากฏการณ์ลูกหนี้ทางการค้าเริ่มชะลอการจ่ายชำระคืนหนี้ หรือมีแนวโน้มดีเลย์การจ่ายหนี้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ปัจจัยกดดันที่ซ้ำเติมเอสเอ็มอีไทยเกิดขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ได้แก่
1.กำลังซื้อหดตัวรุนแรง ซึ่งปัญหานี้ยังมีความเชื่อมโยงกับปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง 85.9 ถึง 90% ต่อGDP กลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคและการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
2.ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงรอบด้าน โดยปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงที่สุดในเวลานี้ ทั้งจากค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ค่าไฟฟ้า และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและหาได้ยากขึ้น
3.การทุ่มตลาดจากสินค้าต่างชาติ โดยมาจากปัญหาสินค้าราคาถูกที่หลั่งไหลเข้ามาทุ่มตลาดในไทยและอาเซียน โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการจีนหลังเศรษฐกิจในประเทศจีนชะลอตัวลง ส่งผลให้เอสเอ็มอีไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
โดยผลกระทบเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่าในไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่ามีโรงงานเลิกกิจการถึง 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% ขณะที่มีการเปิดกิจการใหม่เพียง 139 แห่ง ลดลง 63.9% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาสที่ยอดปิดตัวสูงกว่าการเปิดใหม่ สอดคล้องกับข้อมูลการแจ้งเลิกประกอบกิจการรวมในครึ่งแรกของปี 2569 ที่มีจำนวนสูงถึง 7,024 ราย หรือเพิ่มขึ้น 12.5% และมีมูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกกิจการรวมสูงถึง 9.89 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นถึง 224.1% ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนที่ลดลงอย่างรุนแรง
- ขาดแผนธุรกิจ และใช้ดิจิทัล-AI ผิวเผิน
นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกแล้ว ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึง "จุดล็อก" เชิงโครงสร้างภายในตัวของผู้ประกอบการเอง โดยพบว่าเอสเอ็มอีประมาณ 33% แทบไม่มีการวางแผนธุรกิจในระยะยาวเลย หรือมีเพียงแผนระยะสั้นแค่ 1-2 ปี ส่งผลให้กลุ่มนี้เผชิญปัญหายอดขายลดลงมากกว่า 30% เมื่อเจอกับมรสุมเศรษฐกิจที่มีความผันผวนอย่างมากในปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เอสเอ็มอี 87% จะระบุว่าเริ่มนำระบบดิจิทัลมาใช้ และ 59% เริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้ แต่กว่า 60% กลับมียอดขายที่ไม่เติบโตหรือลดลง เนื่องจากเป็นการใช้งานเทคโนโลยีในระดับผิวเผินเท่านั้น เช่น ใช้เพียงระบบ Digital Banking สำหรับการโอนและรับเงินเท่านั้น โดยยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเพื่อเอาชนะในตลาดได้อย่างแท้จริง
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าในปัจจุบันแม้เอสเอ็มอีจะขับเคลื่อนการจ้างงานสูงถึง 70% ของการจ้างงานทั้งหมด โดยมีแรงงานในระบบกว่า 13.6 ล้านคน แต่กลับมีขีดความสามารถในการสร้างรายได้กลับต่ำอย่างน่าใจหาย โดยสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 3 ของ GDP ของประเทศเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนสูงถึง 45%
- เปิดชุด ‘มาตรการการเงิน’ ยื้อชีวิต SME
ทั้งนี้จากสถานการณ์และความท้าทายที่เอสเอ็มอีไทยต้องเผชิญ ที่ผ่านมาภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินคลอดมาตรการช่วยเหลือ ทั้งในการสนับสนุนด้านการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจ การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเพื่อพยุงสภาพคล่องและเปิดทางให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง ได้แก่
1.โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน: จัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้าน (2 ธ.ค. 2568 – 30 ก.ย.2569 )ได้แก่
- สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง (Mitigation)เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องระยะสั้น (2 ธ.ค. 2568 – 11 มี.ค.2570)
- สินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transformation) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (2 ธ.ค. 2568 – 11 มี.ค.2570)
- สินเชื่อสร้างพลวัตใหม่ (Reinvent Thailand) มุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (2 ธ.ค. 2568 – 11 มี.ค.2570)
- สินเชื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในต่างประเทศ (2 ธ.ค. 2568 – 11 มี.ค.2570)
2.โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Credit Boost สำหรับสินเชื่อใหม่ โครงการร่วมระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพื่อสร้างกลไกช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์มีความมั่นใจในการปล่อยกู้แก่เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพมากขึ้น
3.โครงการ SMEs Secure+ "มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง": มาตรการทางการเงินเสริมสภาพคล่องหมุนเวียนโดยใช้ทรัพย์สินหรือหลักประกันที่มีอยู่มาเพิ่มมูลค่าทางการเงิน
4.มาตรการ EXIM Support Plus สำหรับเอสเอ็มอีกลุ่มนำเข้าและส่งออกสินค้าที่กำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนของค่าเงินบาทและปัญหาค่าขนส่งทางเรือที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
และ 5.สินเชื่อ SME Green Productivity: มุ่งเน้นการสนับสนุนเงินทุนเพื่อปรับปรุงผลิตภาพและกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (30 ก.ค.67 - 30 ก.ย.69)
รวมทั้งแคมเปญสนับสนุนจากภาคเอกชนและการเพิ่มสภาพคล่องทางอ้อมจากภาครัฐ เชานสถาบันการเงินเอกชนอย่างธนาคารทีทีบี ได้ออกแคมเปญ ttb sme smart plus เพื่อเป็นตัวกลางช่วยให้ลูกค้าเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงโครงการ Soft Loan และ Credit Boost ของรัฐได้สะดวกขึ้น โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในแคมเปญนี้รวม 6,000 ล้านบาท โดยกรมสรรพากรได้ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาและคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นการเติมเม็ดเงินสภาพคล่องหมุนเวียนทางอ้อมลงสู่กระเป๋าของผู้ประกอบการได้ทันต่อสถานการณ์
อย่างไรก็ตามแม้จะมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีหลายมาตรการ แต่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างออกมาตรการ และสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้
- ทางรอดยกระดับผลิตภาพเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่
ทั้งนี้ สศช. ระบุในรายงานว่า นอกเหนือจากการเติมเม็ดเงินพยุงชีพในระยะสั้นแล้ว หัวใจสำคัญที่จะทำให้เอสเอ็มอีไทยรอดพ้นจากภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืนคือการยกระดับศักยภาพและการปรับแผนธุรกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (AI) และกระแสดิจิทัล ภาครัฐจำเป็นต้องผลักดันเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงและบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีลงมาสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ตัวผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการรอความช่วยเหลือแบบเดิม หันมาเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Market Niche) ที่ตนเองมีความเข้าใจอย่างแท้จริง นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้อย่างเข้มข้นเพื่อลดต้นทุนและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจจาก "เรือเล็กที่จวนเจียนจะล่มกลางมรสุม" ให้กลายเป็น "เรือที่พร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้า" สร้างความมั่นคงในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ต่อไป





