"สนพ." เตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะต่อแผน PDP 2026 วันที่ 8 ก.ย.นี้ ก่อนชงแผนแม่บทไฟฟ้าไทย 25 ปี ปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ทุ่มลงทุนกริดสูงสุดถึง 7 แสนล้านบาท รองรับพลังงานหมุนเวียนพุ่ง เปิดทางเอกชนซื้อขายไฟตรง
KEY POINTS
- ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) คาดการณ์ว่าค่าไฟฟ้าในช่วงปลายแผนปี 2593 อาจสูงถึง 4.11-4.58 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนใหม่ที่ไม่เคยมีในแผนก่อนหน้า คือต้นทุนปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน และต้นทุนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
- รัฐบาลเสนอ 4 กรณีทางเลือกหลักให้สังคมร่วมพิจารณาเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ในปี 2593 ซึ่งแต่ละทางเลือกมีสัดส่วนพลังงานสะอาด ต้นทุน และอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกัน
- ทางเลือกที่ 1 (Base Case) มีค่าไฟเฉลี่ยถูกที่สุดที่ 3.8267 บาท/หน่วย แต่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้
- ทางเลือกที่ 2 (Net Zero by CCS) พึ่งพาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนเป็นหลัก ทำให้มีค่าไฟเฉลี่ยแพงที่สุดที่ 3.8859 บาท/หน่วย
- ทางเลือกที่ 3 (Net Zero by RE) เน้นใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนสูงสุดถึง 89% แต่ต้องลงทุนปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้ามหาศาล และทางเลือกที่ 4 (Net Zero by RE & CCS) เป็นแนวทางผสมผสานที่สมดุลระหว่างต้นทุนและความมั่นคง
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือ PDP 2026 ในวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 นี้ โดยเป็นแผนแม่บทฉบับใหม่ที่จะกำหนดทิศทางพลังงานไฟฟ้าไทยไปจนถึงปี 2593 (ค.ศ. 2050)
ท่ามกลาง 5 แรงกดดันใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในแผนฉบับก่อน ทั้งความต้องการพลังงานสะอาดจากภาคอุตสาหกรรม การขยายตัวก้าวกระโดดของ Data Center และ AI การเติบโตของผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองในภาคประชาชน (Prosumer) การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และกติกาการค้าโลกใหม่อย่าง CBAM
รายงานข่าวจากร่างแผน PDP 2026 ระบุว่า แผนฉบับนี้จะปฏิรูปกระบวนทัศน์การวางแผนระบบไฟฟ้าไทยครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นความมั่นคงด้วยกำลังผลิตสำรองแบบ Reserve Margin สู่เกณฑ์ใหม่ที่เรียกว่า LOLE (Loss of Load Expectation) หรือดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ กำหนดไว้ไม่เกิน 1.0 วันต่อปี
พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ใช้ไฟฟ้าเฉยๆ" มาเป็น "ผู้ร่วมให้บริการระบบไฟฟ้า" ผ่านมาตรการ Direct PPA และ Third Party Access (TPA) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบให้ขยายมาตรการดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมและ Data Center ซื้อไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรงจากผู้ผลิต
"ค่าไฟฟ้า" ตัวแปรที่ต้องจับตา
ประเด็นที่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากสาธารณะมากที่สุดคือ ทิศทางค่าไฟฟ้า โดยร่างแผนประเมินอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีกเฉลี่ยตลอดแผนปี 2570-2593 ไว้ที่ 3.83-3.89 บาทต่อหน่วย ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่รัฐบาลจะตัดสินใจในท้ายที่สุด แต่ตัวเลขที่น่าจับตากว่านั้นคือค่าไฟในช่วงปลายแผนปี 2593 ซึ่งมีช่วงกว้างระหว่าง 4.11-4.58 บาทต่อหน่วย ต่างกันไปตามเส้นทางที่ประเทศเลือกเดิน
สาเหตุหลักมาจาก 2 ต้นทุนใหม่ที่ไม่เคยมีในแผนก่อนหน้า คือต้นทุนปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวน (RE Integration Cost) และต้นทุนดักจับกักเก็บคาร์บอน (CCS Cost) ที่ตั้งสมมติฐานไว้ที่ 135 ดอลลาร์ต่อตันคาร์บอน เป็นต้น
ชง 4 ทางเลือกสู่ Net Zero 2050
สำหรับร่างแผนเสนอ 4 กรณีทางเลือกหลักให้สังคมร่วมพิจารณาในเวทีรับฟังความเห็น ได้แก่
1. Case 1 Base Case ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.5 ล้านตัน สัดส่วนพลังงานสะอาด 65% ค่าไฟเฉลี่ยถูกที่สุดที่ 3.8267 บาท/หน่วย แต่ไม่บรรลุเป้า Net Zero
2. Case 2 Net Zero by CCS พึ่งพาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน 32 ล้านตัน รักษาการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ แต่มีความเสี่ยงต้องนำเข้า LNG สูงถึง 2,455 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ค่าไฟแพงที่สุดที่ 3.8859 บาท/หน่วย
3. Case 3 Net Zero by RE ดันสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงสุดถึง 89% ปล่อยคาร์บอนต่ำสุด 16.6 ล้านตัน แต่ต้องลงทุนปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าสูงสุดถึง 700,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน
4. Case 4 Net Zero by RE & CCS แผนผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับ CCS ถือเป็นทางสายกลางที่สมดุลระหว่างต้นทุนกับความมั่นคง
ทั้งนี้ ในช่วง 12 ปีแรกของแผน (2569-2580) ทุกทางเลือกจะเดินหน้าบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันก่อน คือกำลังผลิตใหม่รวม 50,900 เมกะวัตต์ ครอบคลุมโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 300 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ ก่อนที่เส้นทางของแต่ละกรณีจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนหลังปี 2580
การเปิดเวทีรับฟังความเห็นในวันที่ 8 ก.ย. นี้ จะเป็นโอกาสให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมแสดงความเห็นต่อทางเลือกทั้ง 4 กรณี รวมถึงข้อเสนอแนะอื่นๆ ต่อร่างแผน โดยทุกความคิดเห็นจะถูกนำไปรวบรวมและใช้ประกอบการปรับปรุงร่างแผน PDP 2026 ให้มีความครบถ้วน เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศมากยิ่งขึ้น ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาต่อไป





