วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

โคราชนำทัพ! เชื่อม 'คมนาคม-ท่องเที่ยว' ปักหมุดอีสานใต้ Hub เศรษฐกิจใหม่

ประธานหอการค้าโคราช ฉายภาพยุทธศาสตร์เชื่อมโครงข่ายคมนาคม-พลังงานสะอาด-ท่องเที่ยว ปั้นกลุ่มจังหวัดอีสานใต้สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

KEY POINTS

  • เร่งผลักดันโครงข่ายรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง เพื่อพลิกโฉมการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยจะลดเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ-โคราชเหลือเพียง 1.5-2.5 ชั่วโมง และเชื่อมต่อไปยังจังหวัดอื่นในอีสานใต้ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า
  • วางยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชื่อมโยง 4 จังหวัด (โคราช บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ) ผ่านเส้นทางวัฒนธรรม "ผ้าไหม" เพื่อสร้างโปรแกรมทัวร์ข้ามจังหวัด กระจายรายได้และนักท่องเที่ยวไม่ให้กระจุกตัวอยู่แค่ที่เขาใหญ่
  • ผลักดันโคราชสู่การเป็น "เมืองไมซ์" (MICE City) สำหรับจัดประชุมและแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมตั้งเป้าเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2572 เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค
  • ชูศักยภาพด้านพลังงานสะอาดที่สูงที่สุดในประเทศ (1,500 เมกะวัตต์) เป็นจุดขายดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ

วันนี้ (3 ก.ย.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ หอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ จับมือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และ "กรุงเทพธุรกิจ" จัดงานเสวนา Co-Creating Isan’s Future : ปักหมุด โอกาสใหม่ให้ SMEs ท้องถิ่น ภายในงาน “Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING” 

นายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และประธานกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กล่าวในหัวข้อ ISAN South Synergy: เชื่อมพลัง..ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานใต้สู่เวทีโลก ว่า โคราชและกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งในมิติโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการท่องเที่ยวเชื่อมโยง ที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคอีสานทั้งภูมิภาค

พื้นฐานเศรษฐกิจของโคราชปัจจุบันมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านบาท มีประชากรราว 2.6 ล้านคน โดยแม้จะมีภาคอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้า แต่ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งต้นทุนด้านน้ำยังอยู่ในระดับสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกรรมเข้าด้วยกันให้ได้อย่างเป็นระบบ

จุดแข็งของโคราชคือความเป็น "ประตูด่านแรก" สู่ภาคอีสาน โดยมี "เขาใหญ่" เป็นแหล่งธรรมชาติสำคัญระดับประเทศ ประกอบกับความเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ครบเครื่องที่สุดในภาคอีสาน ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมการเกษตร อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุด และมีจำนวนวัดมากที่สุดในประเทศไทย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้โคราชกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสในการริเริ่มโครงการต่าง ๆ และส่งต่อโอกาสเหล่านั้นไปยังจังหวัดโดยรอบได้

"รถไฟทางคู่" พลิกโฉมโลจิสติกส์อีสานใต้

หัวใจสำคัญที่ไพจิตรเน้นย้ำคือโครงข่ายระบบรางที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าการขนส่งของภูมิภาค โดยโครงการรถไฟทางคู่ขณะนี้ก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วประมาณ 70% หากสามารถเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างโคราช-บุรีรัมย์-สุรินทร์-อุบลราชธานีได้สำเร็จ จะทำให้การขนส่งสินค้าคล่องตัวรวดเร็วขึ้นอย่างมาก โดยรถไฟจะวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และหากจอดเพียง 2-3 สถานี การเดินทางจากกรุงเทพฯ มาโคราชจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ซึ่งเทียบเท่าความเร็วของการขับรถบนมอเตอร์เวย์ M6 แต่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก

"ความคุ้มค่าของระบบรางอยู่ที่ปริมาณการขนส่ง เพราะรถบรรทุก 1 คันขนตู้สินค้าได้เพียง 1 ตู้ ขณะที่รถไฟ 1 ขบวนสามารถพ่วงตู้สินค้าได้ถึง 30-50 ตู้ ทำให้ประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์ได้มหาศาล"

ควบคู่กันไป โครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมทุนกับจีน ก็อยู่ระหว่างการเร่งรัดจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้แล้วเสร็จ โดยเส้นทางนี้เชื่อมโยงจากจีนผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่ไทยทางหนองคาย ก่อนจะมุ่งหน้าสู่โคราชและกรุงเทพฯ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ การเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงโคราชจะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง และหากขยายเส้นทางต่อไปถึงอุบลราชธานี จะใช้เวลาเพิ่มอีกราว 3 ชั่วโมง ซึ่งจะเปิดมิติใหม่ให้ประชาชนสามารถทำงานในพื้นที่หนึ่ง แล้วเดินทางไปพักผ่อนในอีกจังหวัดหนึ่งได้อย่างสะดวก

ดังนั้น เส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้ถือเป็นเส้นทางเศรษฐกิจเส้นใหม่ของโลก โดยประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการขนส่งสินค้าเข้า-ออกที่ประหยัดและรวดเร็วขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อสินค้าจากจีนสามารถเข้าสู่ไทยได้ง่ายขึ้น ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งวางกฎเกณฑ์รองรับการค้าที่จะหลั่งไหลเข้ามา เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ

ผลักดันเทียบชั้น EEC ดึงเม็ดเงินลงทุนสู่อีสาน

สำหรับบทบาทของหอการค้าและกลุ่มจังหวัดในการผลักดันนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนที่ทัดเทียมกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC แม้ปัจจุบันทิศทางการลงทุนส่วนใหญ่จะยังกระจุกตัวอยู่ที่ EEC แต่หากผลักดันสิทธิประโยชน์สำเร็จ จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้เศรษฐกิจภาคอีสานเติบโตอย่างโดดเด่นในระยะต่อไป

หนึ่งในไฮไลต์ที่ไพจิตรเน้นย้ำเป็นพิเศษคือศักยภาพด้านพลังงานสะอาดของโคราช ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับจากเขื่อนลำตะคองประมาณ 900 เมกะวัตต์ และพลังงานกังหันลมอีกประมาณ 400 เมกะวัตต์ เนื่องจากโคราชตั้งอยู่ในพื้นที่ร่องลมที่มีกระแสลมแรงและหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

ปริมาณพลังงานระดับนี้ถือว่ามหาศาล เมื่อเทียบกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่ที่ใช้ชิปประมวลผลทั่วไป ซึ่งโดยทั่วไปใช้ไฟฟ้าประมาณ 250 เมกะวัตต์ต่อแห่งเท่านั้น นั่นหมายความว่าโคราชมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการลงทุนตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และธุรกิจประมวลผลด้าน AI ได้อย่างสบาย ซึ่งตรงกับความต้องการของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกที่กำลังมองหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัล

บริหารจัดการน้ำ หนุน AI และเดินหน้าสู่ "เมืองไมซ์"

นอกจากพลังงานแล้ว โคราชยังเดินหน้าผลักดันโครงการผันน้ำและสูบน้ำเพื่อส่งต่อมายังอ่างเก็บน้ำลำตะคอง เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านทรัพยากรน้ำรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในพื้นที่ ควบคู่กับการวางตำแหน่งโคราชให้เป็นศูนย์กลางด้าน MICE City สำหรับการจัดประชุม สัมมนา และแสดงสินค้าระดับนานาชาติ โดยมีจังหวัดอุบลราชธานีเตรียมพัฒนาศักยภาพด้านนี้ขึ้นมาควบคู่กัน

อีกหนึ่งความหวังสำคัญคือการที่โคราชจะได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในปี 2572 ซึ่งไพจิตรเชื่อว่าการจัดงานระดับนานาชาตินี้จะสร้างกระแสเงินหมุนเวียนและดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่โคราชและกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมหาศาล

ท่องเที่ยว 4 จังหวัด กระจายรายได้พ้นกับดัก "เขาใหญ่"

สำหรับแนวทางการทำงานร่วมกันของ 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ โดยแต่ละจังหวัดจะรับผิดชอบประเด็นตามความเชี่ยวชาญของตนเอง เช่น จังหวัดสุรินทร์รับหน้าที่นำร่องในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผ้าไหม เนื่องจากมีบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะด้านดูแลโดยตรง ขณะที่จังหวัดชัยภูมิรับผิดชอบดูแลเรื่องแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ของตน โดยแต่ละจังหวัดจะเป็นผู้นำในเรื่องที่ตนถนัด และร่วมมือขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งกลุ่ม

ยุทธศาสตร์แรกที่กลุ่มจังหวัดให้ความสำคัญคือ การท่องเที่ยวเส้นทางผ้าไหม ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมร่วมกันของทุกจังหวัดในกลุ่ม และมีศักยภาพเชื่อมโยงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวระยะยาว โดยวางแผนพัฒนาเป็นโปรแกรมทัวร์ข้ามจังหวัดระยะเวลา 2 วัน 3 วัน หรือ 4 วัน 3 คืน เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืนนานขึ้นและกระจายการใช้จ่ายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ

"เป้าหมายสำคัญคือการกระจายเม็ดเงินและรายได้ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ไม่ให้เม็ดเงินไปกระจุกตัวอยู่เฉพาะแหล่งท่องเที่ยวต้นทางอย่างเขาใหญ่เพียงจุดเดียว โดยแนวทางการดำเนินงานทั้งหมดจะสอดคล้องกับแผนงานของหอการค้ากลุ่มจังหวัด ซึ่งทีมงานจะเป็นแกนกลางในการผลักดันร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"

นอกเหนือจากโคราชแล้ว ศักยภาพของจังหวัดอุบลราชธานีในฐานะจังหวัดพันธมิตรสำคัญของกลุ่มอีสานใต้ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 6 ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางคมนาคมลงได้ราว 200 กิโลเมตร เปิดเส้นทางเชื่อมโยงออกสู่ทะเลจีนตอนใต้ และเปิดประตูการค้าของภูมิภาคอีสานใต้สู่เวทีโลกได้อย่างเต็มรูปแบบ

ดันเกษตรกรพ้นกับดักราคาสินค้าโภคภัณฑ์

สำหรับแนวทางการยกระดับภาคเกษตรกรรมด้วยนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม โดยชี้ว่าโคราชมีต้นทุนสำคัญคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ซึ่งเป็นสถาบันด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่มีงานวิจัยนวัตกรรมจำนวนมาก โดยล่าสุดได้พัฒนาต่อยอดพืชผลทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำเร็จแล้ว

ดังนั้น แทนที่เกษตรกรจะต้องเผชิญความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรขั้นต้นที่บางช่วงตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2 บาทเศษ ควรผลักดันให้เกิดการแปรรูปต่อยอดไปสู่ "เกษตรอุตสาหกรรม" หรือ "เกษตรเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมูลค่าสูง" ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคาและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกว่าการขายวัตถุดิบขั้นปฐมภูมิ

"ปัจจุบันสินค้าเกษตรของเรามักขายกันที่ต้นทางหรือต้นน้ำเลย ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือเนื้อวัว ที่ขายกันเป็นตัว เป็นตัน หรือเป็นกิโลกรัม แต่ทำไมเราไม่นำสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดด้วยการใส่นวัตกรรมเข้าไป ผมมองว่านวัตกรรมจะต้องอยู่คู่กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคการเกษตร" ไพจิตรกล่าว

ทั้งนี้ พื้นที่โซนอีสานใต้มีความพร้อมด้านวัตถุดิบอยู่แล้วในทุกมิติ จึงอยากเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมกลุ่มสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ให้ก้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเกษตรอย่างจริงจัง เนื่องจากสหกรณ์เหล่านี้มีความพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในท้องถิ่นไปพร้อมกัน