หอการค้าไทย-จีน เปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย-จีน ประจำไตรมาส 4 ปี 69 ประจำไตรมาส 4 ปี 69 ภาคธุรกิจมองจีดีพีไทยโต 1.5-2% ชี้ ขาดดุลการค้าจีนพุ่ง แนะรัฐบาลเร่งกำหนด Local Content ดึงวัตถุเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ EV และอิเล็กทรอนิกส์ มอง “ไทยช่วยไทยพลัส” พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย-จีน ประจำไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค. 2569 จากผู้ตอบแบบสำรวจ จำนวน 503 คน พบว่า 46.2% คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.5-2% ขณะที่ 37.8% คาดว่าจะขยายตัว 2-2.5% ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางประมาณการของภาครัฐที่ 2.2%
ทั้งนี้ สศช.รายงานว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในกลุ่มเทคโนโลยี ดิจิทัล และอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
แต่การนำเข้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนเพื่อผลิตสินค้าและลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้นสูง ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้
สำหรับการค้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้การส่งออกเพิ่มขึ้น 18% แต่การนำเข้าขยายตัวถึง 38% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่เกินดุล 15,400 ล้านดอลลาร์ โดยมีสาเหตุจากค่าขนส่งและพลังงานที่สูงขึ้น การนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อผลิตสินค้าส่งออก และการนำเข้าเพื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม 47.8% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับที่รับได้ เพราะเป็นการนำเข้าเพื่อการลงทุนและผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ขณะที่ 28.1% มองว่าการขาดดุลเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับน่ากังวล
7 เดือนค้าจีนทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่น่าจับตาคือการขาดดุลการค้ากับจีน โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยและจีนมีมูลค่า 108,804 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29.89% ขณะที่ไทยส่งออกไปจีน 26,837 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.17% แต่การนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 38.49% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 55,130 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 59.31% สินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ มีมูลค่า 19,373 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยผลสำรวจพบว่า 27.4% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่า การนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มขึ้นเกิดจากจีนมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ทำให้สินค้ามีราคาถูกและสามารถรุกตลาดไทยได้ดี ขณะที่ 21.5% มองว่าเป็นผลจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้จีนส่งออกมายังตลาดเอเชียมากขึ้น
นอกจากนี้ 18.5% มองว่าการนำเข้าจากจีนส่วนหนึ่งเป็นการใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐฯ หรือ Transshipment ขณะที่ 17.2% มองว่าเกิดจากการลงทุนของจีนในไทยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจากจีน
จี้ Local Content รับลงทุนจีน
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันจีนเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล และยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับการลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้นในอนาคต ได้แก่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เกษตรและอาหารแปรรูป บริการดิจิทัล และพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจเห็นว่าการส่งเสริมการลงทุนจากจีนต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับนโยบายกำหนดให้บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มาตรการดังกล่าวได้รับความสำคัญมากกว่าการผสมผสานเทคโนโลยีจีนกับวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทย และการเปิดตลาดให้ SMEs ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน
ลุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33-35 ล้านคน
ด้านการท่องเที่ยว ตั้งแต่ต้นปีถึงสัปดาห์แรกของเดือนส.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 19.2 ล้านคน จากเป้าหมายทั้งปี 35 ล้านคน โดย 37% ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจะอยู่ที่ 33-35 ล้านคน ขณะที่ 28.4% คาดว่าจะต่ำกว่า 33 ล้านคน
ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศ มีจำนวน 123.5 ล้านคน/ครั้ง จากเป้าหมายทั้งปี 206 ล้านคน/ครั้ง โดย 37.1% เห็นว่ามาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” มีความจำเป็นพอสมควรในการพยุงภาคท่องเที่ยว ขณะที่ 26.5% เห็นว่ามีความจำเป็นมากที่สุด เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จึงสรุปได้ว่า ภาคธุรกิจประมาณหนึ่งในสามมองว่ามาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสมีความจำเป็น เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ท่ามกลางการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ชู AI-ดิจิทัล-อุตสาหกรรมใหม่ ดันเศรษฐกิจระยะยาว
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว รัฐบาลมีนโยบายเน้นการลงทุน 5 ด้าน ได้แก่ การยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาไทยเป็นศูนย์บริการทางการเงินของภูมิภาค และการยกระดับไทยเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง
เมื่อให้ผู้ตอบแบบสำรวจเลือก 2 ด้านที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาวและควรทำให้สำเร็จภายใน 3 ปี พบว่า ภาคธุรกิจเลือก การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิทัล และ การยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ เป็นสองด้านสำคัญที่สุด
ขณะเดียวกัน การลงทุนจากจีนยังถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย แต่ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้การลงทุนดังกล่าวสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่ม Local Content ในอุตสาหกรรม EV และอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่กับการเร่งพัฒนา AI เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“ภาพรวมผลสำรวจจึงสะท้อนว่า ภาคธุรกิจไทย-จีนยังมีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะแรงกดดันจากการนำเข้าที่ขยายตัวเร็วกว่าการส่งออก และการขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว





