หอการค้าไทยเตือนผู้ประกอบการให้ระวัง "Greenwashing" หรือการสร้างภาพรักษ์โลกโดยไม่มีมาตรฐานรองรับ ซึ่งผลวิจัยในยุโรปพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของแบรนด์ที่อ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าข่ายลวงโลก
KEY POINTS
- หอการค้าไทยเตือนผู้ประกอบการให้ระวัง "Greenwashing" หรือการสร้างภาพรักษ์โลกโดยไม่มีมาตรฐานรองรับ ซึ่งผลวิจัยในยุโรปพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของแบรนด์ที่อ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าข่ายลวงโลก
- แนวคิดความยั่งยืนได้เปลี่ยนจากยุค CSR ที่เป็นเพียง "กิจกรรม" บริจาคเงิน ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ "กิจการ" ที่ต้องฝังในกระบวนการธุรกิจทั้งระบบ
- ธุรกิจไทยต้องปรับตัวเร่งด่วนเพื่อรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อมโลกที่เข้มข้นขึ้น เช่น ภาษีคาร์บอน (CBAM) และกฎหมายบรรจุภัณฑ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน
- ผู้ประกอบการ SME ไทยมีความตั้งใจที่จะปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน แต่ยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ 3 ด้าน คือ ขาดพี่เลี้ยง (โค้ช) เครื่องมือ และเงินทุนสนับสนุน
หอการค้าไทย ออกโรงเตือนผู้ประกอบการไทยผ่านเวที "Circular Economy in Action" ชี้ชัดเทรนด์โลกพ้นยุค CSR แจกเงินบริจาค เผยผลวิจัยยุโรปสุดอึ้ง แบรนด์เคลมรักษ์โลกเกือบครึ่งเข้าข่าย "Greenwashing" หรือลวงโลกเพราะขาดมาตรฐานตรวจสอบที่แท้จริง ขณะที่มาตรการภาษีคาร์บอนโลก (CBAM) และกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่เริ่มแผลงฤทธิ์ไล่บี้คอร์ปอเรตและซัพพลายเชนอย่างหนัก เร่งธุรกิจไทยปรับตัวด่วน เผยผลสำรวจ SME ไทยใจพร้อมสู้แต่ยังขาด “โค้ช-เครื่องมือ-เงินทุน” ในการฝ่าด่านหินเศรษฐกิจหมุนเวียน
จาก "กิจกรรม" สู่ "กิจการ" เมื่อโลกบริโภคเกินตัว 3 เท่า จนความเหลื่อมล้ำปะทุ
ยุทธนา เจียมตระการ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย ได้เน้นย้ำในงาน "Circular Economy in Action" ว่า แนวคิดเรื่องความยั่งยืนในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การจัด “กิจกรรม” CSR หรือการบริจาคเงินให้ชุมชนในทิศทางเดียวแล้วจบกันไปอีกต่อไป ทว่ามันคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่กระบวนการที่เรียกว่า “กิจการ” ซึ่งหมายถึงการมองทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) ของการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตินี้ยังสะท้อนผ่านความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างเด่นชัด เช่น วิกฤติขยะอาหาร (Food Waste) ที่ล้นเมือง ในขณะที่ยังมีผู้ยากไร้และเด็กๆ ที่ขาดแคลนอาหารประทังชีวิต เช่นเดียวกับในโครงสร้างธุรกิจไทยที่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) มีสัดส่วนประชากรสูงถึง 40% ของประเทศ ทว่าสร้างมูลค่า GDP ได้ไม่ถึง 10% แต่ในความเป็นจริง SMEs เหล่านี้คือรากฐานสำคัญของความยั่งยืน เนื่องจากพวกเขาคือกลุ่มผู้บริโภคหลักของระบบนิเวศ หากเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างรายเล็กและรายใหญ่ โอกาสที่รายเล็กจะเริ่มต้นหรือเติบโตทางธุรกิจก็จะเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
กรณีศึกษาภาษีคาร์บอน CBAM
บทเรียนราคาแพงของผู้ส่งออกเหล็กไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โมเดลจำลองกฎหมายภาษีคาร์บอน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กส่งออกในปัจจุบัน โดยมีการกำหนดค่าธรรมเนียมคาร์บอนอยู่ที่ 75 ยูโรต่อตัน
- ผู้ผลิต A (ไม่ปรับตัว): ที่ไม่มีการลดการใช้พลังงานหรือปรับกระบวนการผลิตใดๆ เมื่อส่งเหล็กไปถึงยุโรป จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีคาร์บอนเพิ่มถึง 9,000 บาทต่อตัน ส่งผลให้ราคาเหล็กปลายทางดีดสูงขึ้นไปอยู่ที่ 34,000 บาทต่อตัน
- ผู้ผลิต B (ปรับตัวลดคาร์บอน): แม้การลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตจะทำให้ต้นทุนเริ่มต้นขยับจาก 24,000 บาท เป็น 28,000 บาทต่อตัน แต่เนื่องจากปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า จึงเสียภาษีคาร์บอนในอัตราที่น้อยมาก เมื่อรวมราคาสุทธิแล้ว เหล็กของผู้ผลิต B จึงถูกกว่าผู้ผลิต A และกลายเป็นจุดยืนทางธุรกิจ (Business Selling Point) ที่แข็งแกร่งในการทำกำไรได้ดีกว่า
กลลวง "Greenwashing" และกำแพงกฎหมายโลกที่กำลังไล่บี้ผู้ผลิต
ปัญหาใหญ่ที่กำลังกัดเซาะความเชื่อมั่นในปัจจุบันคือการกล่าวอ้างรักษ์โลกที่ไร้หลักการ หรือ "Greenwashing" จากผลวิจัยในสหภาพยุโรป (EU) พบว่า สินค้าของแบรนด์ต่างๆ ในท้องตลาดที่อ้างตัวว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือแบรนด์สีเขียว มีถึงประมาณครึ่งหนึ่ง (50%) ที่เมื่อมีการทวนสอบข้อมูลกลับแล้วพบว่า "ขาดความน่าเชื่อถือ"
เนื่องจากใช้เกณฑ์มาตรฐานของตนเองในการเคลมข้อมูล แทนที่จะใช้มาตรฐานกลางในการอ้างอิง ด้วยเหตุนี้ คีย์เวิร์ดสำคัญของความยั่งยืนในยุคนี้จึงหนีไม่พ้น "การเปิดเผยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและทวนสอบได้จริง"
ขณะเดียวกัน มาตรการทางกฎหมายทั่วโลกกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น
- กฎระเบียบขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR - Packaging and Packaging Waste Regulation) ของยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา
- กฎระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ESPR - Ecodesign for Sustainable Products Regulation) บังคับให้ผู้ผลิตต้องออกแบบสินค้าให้อายุการใช้งานยาวนานขึ้น รวมถึงมาตรการสั่งห้ามแบรนด์แฟชั่นแบบ Fast Fashion นำสินค้าที่จำหน่ายไม่ได้ไปทำลายอย่างง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน
- ระบบหนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อติดตามข้อมูลและวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด (Life Cycle)
กฎหมายในประเทศไทย
เริ่มมีการบังคับใช้กฎหมายรักษาความสะอาดในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยทดลองเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มกับผู้ที่ไม่แยกขยะ และในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกมาบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
ถอดบทเรียนธรรมชาติ "น่านน้ำท่วมซ้ำซาก" สู่วิถีเศรษฐกิจหมุนเวียนรอบตัว
ความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ปรากฏชัดเจนจากเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซากที่จังหวัดน่าน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นเนื่องจากผืนป่าต้นน้ำสูญเสียความชุ่มชื้นและไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ทั้งที่เป็นแหล่งกำเนิดน้ำสำคัญที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง 20%
ยุทธนาแนะแนวทางแก้ปัญหาว่า เราไม่สามารถประกาศห้ามเกษตรกรตัดไม้ทำลายป่าหรือห้ามปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียวได้ แต่เราต้องนำแนวคิด "เศรษฐกิจหมุนเวียน" เข้าไปช่วยต่อยอดให้เกษตรกรสามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันมีโมเดลธุรกิจหมุนเวียนหลากหลายรูปแบบที่เริ่มนำมาปรับใช้จริง เช่น
- Sharing Economy: พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใช้บริการเช่ารถหรือแชร์พาหนะแทนการซื้อรถส่วนตัวเพื่อลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร
- Product as a Service (เปลี่ยนสินค้าเป็นบริการ): โมเดลในภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น การเปลี่ยนจากการขายเครื่องปั๊มลม มาเป็นการขาย "แรงดันลม" เป็นรายเดือนแทน โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง
- การยืดอายุสินค้า (Life Extension) และการบริหารจัดการขยะ (Waste Management) เช่น การนำของเสียอุตสาหกรรมมาแปลงเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า
4 ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่าน และเสียงสะท้อนจาก SME ไทย
"ใจพร้อมแต่ยังขาด 3 สิ่งสำคัญ" การขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนนั้นมีลำดับขั้นในการพัฒนา 4 ระยะ ได้แก่
- เพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรขั้นต้น: เริ่มจากสิ่งง่ายๆ เช่น การลดต้นทุนในองค์กร เปลี่ยนไปใช้หลอดประหยัดไฟ LED หรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้แทนบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
- ขยับสู่แนวคิดหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน: เช่น โมเดลลดขยะอาหารในโรงอาหารผ่านการเลือกขนาดปริมาณอาหารตามความต้องการจริงเพื่อลดของเสีย
- สร้างความร่วมมือในระบบนิเวศ (Ecosystem Collaboration): เป็นการยอมสูญเสียผลประโยชน์บางส่วนเพื่อผลประโยชน์ร่วมที่ยิ่งใหญ่และสร้างผลกระทบในวงกว้าง
- ปรับระบบและกติกาการค้าใหม่ทั้งหมด: ซึ่งปัจจุบันสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่ก้าวหน้าในขั้นนี้มากที่สุดจากการวางรากฐานมานานกว่า 20-30 ปี
อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจความเห็นของสมาชิกหอการค้าไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม SMEs พบว่า "ผู้ประกอบการไทยมีความตั้งใจจริงในการปรับตัวสูงมาก แต่ยังติดปัญหาเรื่องความสามารถในการปฏิบัติจริง" เนื่องจากขาดแคลนปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการ ได้แก่ โค้ช (Coach) หรือพี่เลี้ยงคอยจับมือทำ เช่น โครงการพี่เลี้ยง Big Brother ที่ให้ธุรกิจรายใหญ่คอยประคองผู้ประกอบการรายย่อย และเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน ตลอดจนเงินทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบหมุนเวียน
“โลกใบนี้ถ้าเราไม่เริ่มต้นปรับตัวตั้งแต่วันนี้ อนาคตของลูกหลานเยาวชนรุ่นหลังจะเต็มไปด้วยความยากลำบากในการใช้ชีวิต ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันสร้างอนาคตที่หมุนเวียนและยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน” ยุทธนากล่าวทิ้งท้าย





