การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำกำลังเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, และ สมาคมธนาคารไทย
ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารโลก (World Bank) เตรียมจัดงาน ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ในวันที่ 3 ก.ย. 2569 ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า งานนี้ต่อยอดมาจากแนวคิดของนายผยง ศรีวณิช ที่เสนอในที่ประชุม กกร.ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand”เพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ
ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของธนาคารโลกในทุกมิติ นำมาสู่การจัดสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ที่ภาคเอกชนเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณเองทั้งหมดโดยไม่พึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ
สำหรับเป้าหมายเร่งด่วนคือ การโชว์ศักยภาพความพร้อมของประเทศ ก่อนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank ในเดือน ต.ค. 2569 และปูทางสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2571
ปั้น ‘ห่วงโซ่อุปทาน’ อาเซียน 650 ล้านคน
นายพจน์ กล่าวว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนโดยภาคเอกชนไทยต้องการผลักดันให้อาเซียนหลอมรวมระบบห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกันเป็น“ห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน”อย่างแท้จริง
รวมทั้งปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนมีขนาดตลาดที่ใหญ่มากด้วยประชากรกว่า 650 ล้านคนซึ่งใหญ่กว่ายุโรปและใหญ่กว่าสหรัฐถึง 2 เท่า
ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่นับสิงคโปร์และบรูไนแล้ว ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ต่างมีฐานทรัพยากร ทักษะแรงงาน และฐานอัตราภาษีส่งออกไปสหรัฐที่ใกล้เคียงกันทั้งหมด
"หากทุกประเทศสามารถเชื่อมโยงระบบห่วงโซ่อุปทานร่วมกันในการส่งสินค้าออกสู่ตลาดโลกภายใต้ฐานภาษีเดียวกัน จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างมหาศาล"
ทั้งนี้ กกร.ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนแผนงานนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีนี้ ปีหน้า ไปจนถึงปีที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพประธานอาเซียน
ล้างคอร์รัปชัน หั่น ‘ดุลพินิจ’ รัฐเป็นศูนย์
นายพจน์ ในฐานะประธานคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. เน้นย้ำว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจจะสูญเปล่าหากไม่แก้ปัญหารากเหง้าอย่างการทุจริต
“หากแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ ต่อให้จะปฏิรูปเศรษฐกิจกี่ครั้งก็เจ๊งหมด”
ดังนั้นในแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจจึงต้องเร่งเครื่องโครงการ ‘Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน’ มาตั้งแต่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นเรือธงคู่ขนาน เพื่อแก้ไขปัญหาดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันของประเทศที่ตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก
รวมทั้งที่ผ่านมาคณะทำงานได้เริ่มลงมือแก้ปัญหาเชิงลึก เช่น การเปิดเวทีถอดบทเรียนจุดเสี่ยงทุจริตรายอุตสาหกรรมเมื่อ 5 ส.ค. 2569 และการทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนฯ ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน เพื่อเร่งรื้อกฎหมายลำดับรอง ทั้งกฎกระทรวงและประกาศต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการแก้กฎหมาย คือการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นศูนย์ เพื่อปิดช่องโหว่การเรียกรับสินบน และลบอุปสรรคที่ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ พร้อมผลักดันให้เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใสตรวจสอบได้
โดยในวันที่ 1 ต.ค. 2569 กกร. เตรียมจัดงานระดมทุนเพื่อขับเคลื่อนแคมเปญต่อ พร้อมเชิญตัวแทนจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาร่วมสัมมนา เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการนำไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ซึ่งมาตรฐานความโปร่งใสนี้คือยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
สัญญาณบวกภาครัฐ ทำงานจริงจัง
ทิศทางทั้งหมดนี้ได้รับสัญญาณบวกจากรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่แสดงท่าทีชัดเจนในการรับฟังข้อเสนอเชิงลึกจากเอกชน
รวมทั้งพร้อมนำไปบูรณาการเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและมาตรฐานธรรมาภิบาลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล



