วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

‘สคร.’ เตรียมระดมทุน ‘TFFIF’ รอบใหม่ 7 หมื่นล้าน ผลตอบแทน 5-6% เว้นภาษีสูงสุด 10 ปี

‘สคร.’ เตรียมเปิดระดมทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) รอบใหม่ในปี 2570 มูลค่ารวม 70,000 ล้านบาท นำโดย กฟผ., กทพ. และกรมทางหลวง ลดพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน คาดผลตอบแทน 5–6% ต่อปี อยู่ระหว่างเลือกรูปแบบกองทุนใหม่-ขยายกองทุนเดิม เอื้อสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 10 ปี

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร. เตรียมเปิดขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) รอบใหม่ในปี 2570 เพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของ 3 หน่วยงานทั้งรัฐวิสาหกิจ และส่วนราชการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 70,000 ล้านบาท ได้แก่

1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. หรือ EGAT): มีแผนระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 18,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ และโครงการพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นคาดเสนอขายกองทุนได้ช่วง มิ.ย.2570

2. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ. หรือ EXAT): มีแผนระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม มูลค่า 20,000 ล้านบาท ใน 2 โปรเจกต์ใหญ่ ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต วงเงินลงทุน 14,000 ล้านบาท และโครงการเส้นทางเดินรถลงสู่ภาคใต้อีก 6,000 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเสนอขายหน่วยลงทุนได้ในช่วง ต.ค. ปี 2570 ถึงต้นปี 2571

3. กรมทางหลวง:  มีแผนระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 30,000 ล้านบาท โดยจะนำกระแสเงินสดจากรายได้ค่าผ่านทางของโครงการในปัจจุบัน เช่น มอเตอร์เวย์ M7 (กรุงเทพฯ - ชลบุรี - พัทยา) และ M9 (กาญจนาภิเษก) มาสมทบเพื่อลงทุนก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์สายใหม่ M8 (นครปฐม – ปากท่อ – ชะอำ)

ทั้งนี้ โครงการมอเตอร์เวย์มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท จะแบ่งใช้เงินของกรมทางหลวงเอง 10,000 ล้านบาท และระดมทุนผ่านกองทุนอินฟราฟันด์อีก 30,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของส่วนราชการที่มีการแปลงรายได้แผ่นดินมาเป็นเงินลงทุน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน

ในแง่ของกฎหมาย เนื่องจากกรมทางหลวงเป็นหน่วยงานรัฐ จึงต้องมีการแก้ไขปรับปรุงหรือตราแยกกฎหมายออกมาเป็นการเฉพาะ ปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว 2 รอบ คาดนำร่างเสนอ ครม. ได้ในเดือนต.ค.2569 ก่อนส่งต่อไปยังสภา และเสนอขายได้จริงช่วงกลางปีจนถึง ต.ค.2570

ด้านเหตุผลความจำเป็น TFFIF มุ่งแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจกู้เงินมาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ จนทำให้งบการเงินของรัฐวิสาหกิจมีหนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลเสียต่ออันดับความน่าเชื่อถือ และทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินในอนาคตแพงขึ้น อีกทั้ง เงินกู้รัฐวิสาหกิจนับรวมใน "หนี้สาธารณะ" ของประเทศ หากต้องกู้เองอาจกระทบกรอบวินัยการเงินการคลังระดับประเทศได้

การระดมทุนผ่าน TFFIF จะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดิน ด้วยการนำกระแสเงินสดจากโครงการที่ประสบความสำเร็จ และเปิดดำเนินงานอยู่แล้ว (Brownfield) มาแปรสภาพเพื่อนำไปพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) และไม่เป็นภาระแก่เงินงบประมาณทั่วไป

“การใช้กลไกกองทุนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนทางเลือก และรักษาเสถียรภาพกรอบวินัยการเงินการคลังระดับประเทศไว้ได้ ขณะที่รัฐยังคงขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่เพื่อประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร้รอยต่อ”

ระดมทุนเป็นงวด กันนำเงินมากอง

ผู้อำนวยการ สคร. ยังกล่าวด้วยว่า สคร. ได้ทบทวนการออกกองทุน TFFIF ในอดีต ที่เคยมีการระดมทุนก้อนใหญ่กว่า 40,000 ล้านบาทเข้ามาทั้งหมดตั้งแต่ต้น ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินจากการเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารโดยยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง

ดังนั้น เพื่อการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในแผนงานครั้งนี้ สคร. จึงกำหนดแนวทางให้ทยอยออกระดมทุนเป็นงวดๆ ตามจริงของการจ่ายเงินก่อสร้างโครงการ เช่น ทยอยแบ่งออกรอบละ 10,000 ล้านบาท จำนวน 4 ครั้ง เพื่ออุดรอยรั่วไหลของดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำกว่าต้นทุนจ่าย

ผลตอบแทนสูง 6% เว้นภาษีสูงสุด 10 ปี 

ในการนี้ สคร. เน้นให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงแหล่งการลงทุนที่มั่นคง รวมถึงจัดสรรส่วนหนึ่งเสนอขายแก่พนักงานของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม โดยอัตราผลตอบแทนคาดหวังของกองทุนจะอยู่ระหว่าง 5-6% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป แต่ไม่สูงจนเป็นภาระแก่รัฐวิสาหกิจเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้

ทั้งนี้ แนวคิดของกองทุนคือ ต้องการให้รายย่อยได้รับยกเว้นภาษีจากปันผล และผลตอบแทนกองทุนเป็นเวลา 10 ปี อย่างไรก็ดี การจัดตั้งกองทุนใหม่ต้องอาศัยเวลา ด้วยเหตุผลทางด้านกฎหมายและเอกสาร

ดังนั้น สคร. จึงอยู่ระหว่างพิจารณาตัดสินใจระหว่าง 2 ทางเลือกคือ 1. เปิดกองทุนใหม่ ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเต็ม 10 ปี แต่อาจต้องใช้เวลาในขั้นตอนจัดตั้ง หรือ 2. ขยายขนาดกองทุนเดิม ที่ทำได้รวดเร็วกว่า แต่อาจทำให้จำนวนปีที่จะได้รับประโยชน์ทางภาษีลดลงต่ำกว่า 10 ปี

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์