สคร. เล็งระดมทุน TFFIF ล็อตใหม่ 2.5 หมื่นล้าน ลุยทางด่วนจตุโชติ-โซลาร์เซลล์ เปิดทางเลือกประชาชนลงทุน ชูผลตอบแทน 4-5%
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร. เตรียมแผนเปิดระดมทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) รอบใหม่ โดยคาดการณ์วงเงินรวมประมาณ 25,000 ล้านบาท โดยการระดมทุนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนการพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจ โดยคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจประมาณ 4-5%
สำหรับรูปแบบการระดมทุนนั้น สคร. จะใช้วิธีการทยอยระดมทุนเป็นรอบๆ เช่น รอบละ 10,000 ล้านบาท แทนการระดมทุนก้อนใหญ่ในคราวเดียว เพื่อป้องกันปัญหากองทุนถือเงินสดไว้มากเกินความจำเป็น ซึ่งจะกลายเป็นภาระดอกเบี้ยของโครงการ คล้ายกับการกู้เงินที่ผู้กู้ต้องแบกรับภาระทันทีที่ได้รับเงิน
ทั้งนี้ มี 2 โครงการหลักที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ โครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) วงเงินรวมประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการทางด่วนสายจตุโชติ-ลำลูกกา วงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาท โครงการใหม่อีก 11,000 ล้านบาท และสำหรับจัดการชำระหนี้เงินกู้เดิมอีก 4,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการระดมทุนได้ในช่วงปลายปีนี้
อีกหนึ่งโครงการคือ โครงการโซลาร์เซลล์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยภาพรวมโครงการกว่า 10,000 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะระดมทุนในระยะแรกประมาณ 5,000 ล้านบาท
“อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในส่วนของ กฟผ. จะมีความท้าทายมากกว่าของการทางพิเศษฯ เนื่องจาก สคร. และ กฟผ. ต้องบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กองทุนมีต้นทุนที่สูงเกินไปจนส่งผลกระทบไปถึงค่าไฟของประชาชน จึงต้องจัดหาแหล่งเงินทุนที่ดีและเหมาะสมที่สุด โดยคาดว่าจะผลักดันโครงการนี้ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 หรือประมาณเดือนต.ค.”
นายธิบดี กล่าวเพิ่มเติมว่า การระดมทุนครั้งนี้สามารถเดินหน้าได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการต่อยอดจากโครงสร้างของกองทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาได้มีการหารือกับหน่วยงานต่างๆ กว่า 15 แห่ง ซึ่งต่างก็มีความสนใจ แต่ สคร. จำเป็นต้องพิจารณาคัดเลือกโครงการประเภทที่ก่อสร้างเสร็จและมีรายได้แล้ว เพื่อนำมาใส่ในกองทุนให้มีความน่าสนใจและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่เข้ามาลงทุน
นอกจากนี้ กองทุนรอบใหม่จะมุ่งเน้นนโยบายการลงทุนที่ยั่งยืน (ESG) โดยผลักดันให้มีลักษณะเป็นกองทุนสีเขียว (Green Fund) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบันอีกด้วย





