กองทุน ‘TFFIF’ เครื่องมือระดมทุนภาครัฐ คำตอบของการลงทุนในยุคหนี้สาธารณะใกล้เพดาน

กระทรวงการคลังตั้งเป้าใช้ TFFIF ควบคู่ PPP เพื่อผลักดันสัดส่วนการลงทุนของประเทศจาก 22% สู่ 33% ของ GDP ภายใน 4 ปี โดยไม่เพิ่มภาระทางการคลังในระยะยาว
KEY
POINTS
- กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในฐานะกลไกสำคัญที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้ระดมเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
- ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะที่ใกล้เพดาน 70% โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าใช้ TFFIF ควบคู่ PPP
- เพื่อผลักดันสัดส่วนการลงทุนของประเทศจาก 22% สู่ 33% ของ GDP ภายใน 4 ปี โดยไม่เพิ่มภาระทางการคลังในระยะยาว
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) ถูกพูดถึงอีกครั้งหนึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาในฐานะกลไกระดมการลงทุนที่รัฐบาลตั้งใจจะนำเอามาเป็นแหล่งเงินในการระดมการลงทุนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จาก 22% ในปัจจุบันให้เพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 33% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายใน 4 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแต่ละโครงการต้องใช้วงเงินลงทุนสูงมาก ขณะที่ในปัจจุบันสถานะทางการคลังของประเทศไทยนั้นไม่เอื้อให้ภาครัฐใช้งบประมาณจำนวนมากในการลงทุน หรือกู้ยืมเงินจำนวนมากมาลงทุนได้เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีมีสัดส่วนสูงใกล้จะชนเพดาน 70%
จึงต้องใช้กลไก TFFIF เข้ามาเพื่อเป็นกลไกในการระดมการลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลไกการใช้ TFFIF ยังเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ระบุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง (2569 - 2573) ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายสำคัญที่ปรับลดการขาดดุลการคลังลดลงจากระดับ 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569 ไปสู่ระดับ ไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 โดยจะยังคงเพดานหนี้ และไม่มีการขยายเพดานดังกล่าว ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยรักษาวินัยการคลัง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะใช้ควบคู่กับการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐ และเอกชน (PPP) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่เพิ่มภาระทางการคลังในอนาคต
สำหรับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกลางของภาครัฐที่จัดตั้งขึ้นตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 โดยมีหลักการในการจัดตั้ง TFFIF ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1.) สนับสนุนการลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
2.) เพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ
3.) เพื่อลดภาระทางการคลังของภาครัฐในการระดมทุนเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ
4.) เพื่อเป็นช่องทางให้นักลงทุนและผู้มีเงินออมสามารถลงทุนในทรัพย์สินของภาครัฐที่มีคุณภาพ
และ 5.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนของประเทศ โดยเป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการลงทุน
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ระบุว่าปัจจัยที่จะทำให้การระดมทุนผ่าน TFFIF ประสบความสำเร็จจะต้องอาศัย 2 ปัจจัยควบคู่กัน ได้แก่
1.) หน่วยงานภาครัฐมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จะพัฒนาที่ชัดเจน และมีความพร้อมในการลงทุนทันที
2.) หน่วยงานภาครัฐมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม (Brown field) และมีกระแสรายได้ที่มั่นคง อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ TFFIF ได้เป็นกองทุนที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 และได้มีการเสนอขายหน่วยลงทุนต่อนักลงทุนทั่วไปครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) โดยมีมูลค่าการเสนอขายจำนวน 44,700 ล้านบาทจากการลงทุนในรายได้ค่าผ่านทางจากโครงการทางพิเศษฉลองรัชและโครงการทางพิเศษบูรพาวิถีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ผ่านสัญญา Revenue Transfer Agreement (RTA) ในสัดส่วน 45% ของรายได้ เป็นระยะเวลา 30 ปี ซึ่ง กทพ. จะนำเงินจากการระดมทุนดังกล่าวไปพัฒนา โครงการทางพิเศษพระราม 3 - ดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก (โครงการทางพิเศษพระราม 3) และโครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย (ช่วงจตุโชติ - ถนนลำลูกกา) หรือ โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยายฯ ที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม โครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E - W Corridor ด้านตะวันออก ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 TFFIF มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 58,664 ล้านบาท
ทั้งนี้ กทพ. ได้รับเงินจากการระดมทนผ่าน TFFIF จำนวน 44,811 ล้านบาท และปัจจุบัน กทพ. มีแผนการใช้เงิน TFFIF ค่าก่อสร้างสำหรับโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2563 - 2572 ดังนี้
1.) โครงการทางพิเศษพระราม 3 ปี พ.ศ.2563-2567 วงเงินรวม 21,570 ล้านบาท ปี 2568 วงเงิน 3,722 ล้านบาท ปี 2569 วงเงิน 3,230 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งโครงการ 30,437 ล้านบาท
2.) โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยายฯ ปี 2568 วงเงิน 2,061 ล้านบาท ปี 2569 วงเงิน 2,247 ล้านบาท ปี 2570 วงเงิน 6,136 ล้านบาท ปี 2571 วงเงิน 7,433 ล้นบาท และปี 2572 วงเงินรวม 2,369 ล้านบาท วงเงินรวมทั้งโครงการ 20,247 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ในส่วนของโครงการลงทุนภาครัฐ สำหรับรัฐวิสาหกิจที่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน และมีสถานะการเงินที่ดี รวมถึงมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีกระแสเงินสดที่มั่นคง ให้พิจารณาความเหมาะสม ในการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นลำดับแรก
นอกจากนี้ สำหรับหน่วยงานของรัฐที่มี แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยกรณีที่หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาแล้ว เห็นว่า เอกชนมีศักยภาพ นวัตกรรม มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินการโครงการดังกล่าว หรือสามารถสร้างคุณภาพการให้บริการให้กับประชาชนดีกว่าที่ภาครัฐจะดำเนินการเองก่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่จะให้เอกชนดำเนินการให้พิจารณาความเหมาะสมที่จะให้เอกชน เข้ามาร่วมลงทุนผ่านกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน







