“เอกนิติ” ประกาศยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุน ขับเคลื่อนตลาดทุนไทยใน 3 มิติ ประกาศเดินหน้า TISA เปลี่ยนเงินออมเป็นการลงทุนระยะยาว ใช้ JUMP+ ร่วมกับมาตรการ "พี่ช่วยน้อง" ยกระดับบจ. และ SME ไทย พร้อมดัน IFF จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสนักลงทุน มุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี-ยกระดับทักษะแรงงาน รักษาเสถียรภาพทางการคลังเคร่งครัด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” ว่า ไตรมาสแรกของปี 2569 ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนของไทยเติบโตกว่า 10% และเร่งตัวขึ้นเป็น 14% ในไตรมาสที่ 2 แตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี
นอกจากนี้ ยอดคำขอรับการส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้พุ่งสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมียอดการลงทุนจริงแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนว่า ทิศทางนโยบายเร่งรัดการลงทุนของรัฐบาลเริ่มสัมฤทธิ์ผล และสามารถกระตุ้นการลงทุนในประเทศได้จริง โดยคาดว่าในระยะต่อไปมาตรการอย่าง "Thailand FastPass" จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริงให้เข้าสู่ระบบได้กว่า 7 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ไทยจะใช้โอกาสจากการที่หลายบริษัททั่วโลกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานอย่างเร่งด่วน จากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) ให้เข้ามามากขึ้น โดยวางตำแหน่งของประเทศให้เป็นฐานการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือ (Trusted Connector) โดยอาศัยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานสำคัญ
ในการนี้ รัฐบาลตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยมีตลาดทุนไทยเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนระดับโลกให้เป็นขีดความสามารถที่แท้จริงของประเทศ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปและยกระดับตลาดทุนไทย ได้แก่
1. “TISA” (Thailand Individual Savings Account) กลไกสำคัญในการเปลี่ยนเงินออมของภาคครัวเรือนให้ไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ เพื่อขยายฐานนักลงทุนระยะยาว ช่วยลดความผันผวน และเสริมเสถียรภาพให้กับตลาดหลักทรัพย์ฯ
“เมื่อวานนี้ผมได้ร่วมหารือกับ เลขาธิการสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อร่วมมือกันผลักดันให้มาตรการ TISA นี้เกิดขึ้นจริงและสำเร็จได้ภายในปีนี้ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งและเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น”
2. “JUMP+” มุ่งส่งเสริมให้บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจยุคใหม่ ช่วยกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำแผนพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) นวัตกรรม และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าในระยะยาว
พร้อมกันนี้จะมอบสิทธิประโยชน์ให้บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ดึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เข้ามาอยู่ในระบบห่วงโซ่อุปทาน ผ่านโครงการ "พี่ช่วยน้อง" ช่วยสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งตั้งแต่ฐานรากควบคู่ไปกับ "BOI-to-IPO" ที่จะช่วยหาแหล่งเงินทุนในการเติบโตให้แก่บริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทย
3. “IFF” ให้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมากขึ้น เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ตั้งแต่ พลังงาน ระบบคมนาคมขนส่ง ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล
นอกจากนี้ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เมื่อวานนี้ (25 ส.ค. 2569) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายใหม่ 4 ฉบับเพื่อปรับปรุงตลาดทุนไทยให้มีความแข็งแกร่ง โปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลที่ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้ากับระบบเศรษฐกิจยุคถัดไป
เปลี่ยนเงินทุนเป็นขีดความสามารถ
นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า แกนกลางของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในครั้งนี้ ไม่ได้วัดจากจำนวนเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนทุนให้เป็นขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจไทย โดยจะดำเนินการใน 3 มิติหลัก ได้แก่
- เทคโนโลยีและนวัตกรรม: สนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกับมหาวิทยาลัย
- การเชื่อมโยงกับธุรกิจในประเทศ: เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยและ SME เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
- การพัฒนาคน: สร้างงานที่มีคุณภาพและให้โอกาสแรงงานไทยยกระดับทักษะความรู้ผ่านโปรแกรม "Skill Bridge" โดยร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติจัดฝึกอบรมทักษะที่ตลาดต้องการจริง เช่น AI, Cloud Computing, Semiconductors, EV, Robotics และ Biotechnology
เสถียรภาพทางการคลังคือ “กองหลังที่เหนียวแน่น”
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลยังเร่งผลักดันนโยบายเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดผลกระทบจากราคาพลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 600,000 ล้านบาท
ล่าสุด ในวันนี้ (26 ส.ค. 2569) สภาผู้แทนราษฎรกำลังร่วมพิจารณาแปรสภาพร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 400,000 ล้านบาท ให้เป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อสานต่อการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอัจฉริยะ (Grid Infrastructure) เปลี่ยนผ่านคมนาคมสีเขียว และโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน ซึ่งจะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางพลังงานของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
โดยโครงสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเปรียบได้กับ “ทีมฟุตบอล” ที่ทุกตำแหน่งต้องประสานงานร่วมกันเพื่อชัยชนะ ทั้งนี้ "กองหน้า" คือ ภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญในการทำประตูและขับเคลื่อนการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต
ขณะที่ "กองกลาง" คือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ทำหน้าที่คุมเกม เชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในการลงทุน ตลอดจนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อส่งผ่านบอลให้ภาคเอกชนเล่นได้ง่ายขึ้น
ท้ายที่สุด นายเอกนิติยืนยันว่าการเดินหน้านโยบายเชิงรุกทั้งหมดนี้จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้คือ “กองหลัง” เพื่อรองรับแรงปะทะจากภายนอกประเทศ โดยรักษาระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ต่ำกว่า 70% และคงระดับเงินสำรองระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่สูงและมั่นคง





