วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ แก้กังขา ส่งสภาแปร พ.ร.ก. เงินกู้เป็น พ.ร.บ. รับ ‘อนุทิน’ สั่งเร่งแผนเปลี่ยนผ่าน

“เอกนิติ” เผยรัฐบาลเตรียมเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แปรสภาพ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเป็น พ.ร.บ. แก้ข้อกังขาด้านกฎหมาย ด้านนายกกำชับหน่วยงานเร่งทำแผนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานเสนอ พร้อมส่งเสริม SMEs พัฒนาทักษะแรงงาน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ควบคู่ไปกับการบรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (26 ส.ค. 2569) รัฐบาลเตรียมเสนอสภาผู้แทนราษฎรแปรสภาพพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ จำนวน 400,000 ล้านบาท เป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อสะท้อนความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ และขจัดข้อสงสัยทางกฎหมาย

โดยยืนยันว่าที่มาของการกู้เงินผ่าน พ.ร.ก. มีความชอบธรรม เนื่องจากมีจุดประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ปี 2569 ขาดดุลสูงถึง 600,000 ล้านบาทตามคาดการณ์ ดังนั้น ประเทศจึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยในที่ประชุม ครม. วันนี้ (25 ส.ค. 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมเสนอแผนงานในทันทีหลังแปรสภาพ พ.ร.ก. กู้เงินเป็น พ.ร.บ.

อีกด้านหนึ่ง ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สะสมมาเป็นเวลานานยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยเฉพาะลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็น “K-Shape” หรือมีความเหลื่อมล้ำในการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มที่อยู่ขาบนยังคงสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี แต่กลุ่มที่อยู่ขาล่างกลับไม่สามารถเข้าสู่โครงสร้างธุรกิจหรือเข้าถึงทักษะใหม่ ๆ ได้

ดังนั้น หัวใจสำคัญคือต้องเปลี่ยนทิศทางการลงทุนไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจของคนไทยและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) พร้อมทั้งย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ (Reskill) เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทยสามารถปรับตัว ยกระดับรายได้ และก้าวเข้าสู่โครงสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างมั่นคง

นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการแก้ปัญหาระยะยาว วิกฤตค่าครองชีพอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลางก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะอาจจะนำไปสู่การชะลอการใช้จ่ายและปัญหาการเลิกจ้าง โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อพยุงกำลังซื้อของประชาชนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยประคองสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

“วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนในอดีต เพราะมันเริ่มจากตะวันออกกลาง ทำให้ค่าน้ำมันแพง นำมาสู่วิกฤตค่าครองชีพ และวิกฤตปากท้อง แล้วเราก็คิดว่าถ้าเราไม่หยุดวงจรนี้ ต่อไปก็ต้องมีคนต้องออกจากงาน ลองคิดดูนะครับ ว่าถ้าเราไม่ได้เร่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว วันนี้เศรษฐกิจจะแย่กว่าเดิมขนาดไหน”