ประเด็นเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่ออกมาหลังจากการแถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงถึง 54.2 สะท้อนกิจกรรมที่ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในทางกลับกัน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับหดตัว 3% ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาประเทศหลักในเอเชีย ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่ามีความไม่สอดคล้องกัน
ในประเด็นนี้ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งงานให้หน่วยงานเศรษฐกิจไปร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลในเรื่องดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมการ (MPI) ให้มีความสอดคล้องกับการผลิตของอุตสาหกรรมในประเทศในปัจจุบันมากขึ้น
ทั้งนี้จากการติดตามดูตัวเลขภาคการผลิต โดยที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการนำมาคำนวณในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จาก 2,000 บริษัท ไม่สะท้อนตัวเลขที่แท้จริงของการผลิตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ได้รวมโรงงานที่มีการผลิตเพื่อส่งออกในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ โดยอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เซมิคอนดักเตอร์ และการผลิตแบตเตอรี่ รวมทั้งการผลิตชิ้นส่วนสำคัญในซัพพลายเชนของ AI เช่น โรงงานผลิตอุปกรณ์รับ-ส่งข้อมูลด้วยแสง ซึ่งหลายโรงงานมีการ ผลิต และส่งออกเป็นมูลค่ากว่าแสนล้านบาทต่อปี
โดยการปรับปรุงข้อมูลนี้นอกจากจะช่วย ให้ข้อมูลดัชนีการผลิตของไทยถูกต้องเป็นปัจจุบันสอดคล้องกับการผลิตของอุตสาหกรรมในประเทศ ยังช่วยให้สหรัฐอเมริกามีมุมมองที่ถูกต้อง และเข้าใจประเทศไทย มากขึ้นว่าเราไม่ใช่ประเทศที่เป็นทางผ่านสินค้าจากจีนเพื่อส่งออก (Transhipment) ทั้งนี้ตั้งเป้าว่าการปรับปรุงตัวเลขและข้อมูลในส่วนนี้ ตั้งเป้าว่าจะต้องเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
- ข้อมูล PMI สะท้อนการผลิตไทยพุ่ง
รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่าข้อมูลรายงานดัชนีผลผลิตภาคการผลิต (Manufacturing PMI Output Index) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งรวบรวมข้อมูลล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม 2569 โดยเอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) ว่า สะท้อนภาพความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมไทยที่โดดเด่นที่สุดบนเวทีเศรษฐกิจโลก
โดยดัชนีของประเทศไทยทะยานขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง พุ่งทะลุอยู่ในโซนการขยายตัวเหนือระดับ 50 ทิ้งห่างทุกประเทศที่ทำการสำรวจ และนำหน้าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น รวมถึงมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนแผ่นดินใหญ่อย่างชัดเจน
ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดชี้ให้เห็นว่าภาคการผลิตของไทยกำลังขยายตัวสูงสุด ซึ่งความแข็งแกร่งนี้ยังเป็นฟันเฟืองหลักที่หนุนให้กลุ่มประเทศเอเชีย ซึ่งไม่รวมญี่ปุ่นและจีน มีอัตราการขยายตัวของดัชนีผลผลิตสูงที่สุดในโลก นำหน้ากลุ่มอาเซียนและอเมริกาเหนือ ในขณะที่อีกหลายประเทศอาทิ สเปน เม็กซิโก ฝรั่งเศส เมียนมา คาซัคสถาน และบราซิล มีดัชนีร่วงลงต่ำกว่าระดับ 50 และตกอยู่ในภาวะหดตัว
ข้อมูลดัชนีชี้วัดระดับสากลนี้จึงตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพการผลิตที่แท้จริงของไทย และเป็นเครื่องยืนยันว่าการสั่งการให้เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลการคำนวณตัวเลขภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศใหม่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยสะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงสอดคล้องกับความเชื่อมั่นของเวทีโลก
- สภาพัฒน์หนุนปรับตัวเลข MPI สะท้อนปัจจุบัน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเห็นด้วยถึงแนวทางการปรับปรุงการคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ว่า ปัจจุบันตัวเลขการส่งออกของไทยมีการขยายตัวในระดับสูงราว 17-20% แต่ตัวเลขการผลิตกลับไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน จึงนำไปสู่ข้อสงสัยว่าไทยอาจเป็นเพียงจุดแวะพักหรือทางผ่านของสินค้า (Transhipment) มากกว่าจะเป็นฐานการผลิตจริง
สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากวิธีการคำนวณ MPI ในปัจจุบันที่ยังใช้ราคาปีฐาน 2564 และกำหนดน้ำหนักของสินค้าในตะกร้าการคำนวณค่อนข้างตายตัว ขณะที่โครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของโรงงานและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ แต่ยังไม่ได้รับการเพิ่มความครอบคลุม (Coverage) ในการจัดทำดัชนีอย่างเพียงพอ
นายดนุชากล่าวว่า ในอดีตอุตสาหกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล มีน้ำหนักในการคำนวณค่อนข้างสูง แม้ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตของอุตสาหกรรมดังกล่าวจะลดลงเหลือประมาณ 40% ส่งผลให้โครงสร้างน้ำหนักเดิมอาจไม่สอดคล้องกับโครงสร้างภาคการผลิตในปัจจุบัน และทำให้ภาพรวมของ MPI ไม่สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มที่
- แนะใช้ CVM คำนวณแทนปีฐาน
แนวทางที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือการปรับวิธีคำนวณจากระบบปีฐานคงที่มาเป็น Chain Volume Measure (CVM) ซึ่งเป็นวิธีที่อิงราคาของปีก่อนหน้า ทำให้การคำนวณมีความเป็นพลวัตมากขึ้น และสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตได้ดีกว่าการใช้ปีฐานคงที่
“สิ่งที่จะนำมาแก้ปัญหาตรงนี้คือการเปลี่ยนวิธีคำนวณไปใช้ระบบ Chain Volume Measure หรือ CVM แทนการใช้ปีฐานตายตัวแบบเดิม ซึ่งระบบ CVM จะอิงราคาจากปีที่แล้ว ทำให้มีความเป็นพลวัต (Dynamic) และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า พร้อมทั้งต้องปรับเพิ่มให้ครอบคลุม โรงงานอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาในการคำนวณด้วย” นายดนุชากล่าว
ทั้งนี้ การคำนวณแบบ CVM ถือเป็นวิธีการที่ สศช. ใช้ในการจัดทำตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มาเป็นเวลานาน และมีการใช้งานในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ขณะที่ภาคเกษตรของไทยเองอยู่ระหว่างการปรับปรุงการคำนวณมาใช้ระบบ CVM เช่นกัน
ทั้งนี้การปรับปรุง MPI ครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับข้อกังวลเรื่อง Transhipment ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะจะทำให้เห็นข้อมูลการผลิตจริงของอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ที่บริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทสัญชาติอเมริกัน เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
นอกจากนี้ยังช่วยให้ภาครัฐสามารถมองเห็น อุตสาหกรรมดาวรุ่ง ได้ชัดเจนขึ้นว่า ภาคการผลิตใดกำลังขยายตัวและมีศักยภาพ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าไปสนับสนุนและอำนวยความสะดวกได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกันยังช่วยระบุอุตสาหกรรมที่เริ่มชะลอตัว เพื่อให้สามารถวางมาตรการแก้ไขและช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
“ที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกันหลายครั้งแล้ว แม้จะยังมีจุดที่ติดขัดอยู่บ้าง แต่หากทุกหน่วยงานปรับมาใช้ระบบเดียวกัน จะทำให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น ซึ่งคาดหวังว่าในรอบหน้าอาจจะได้เห็นการปรับปรุงตัวเลขนี้” นายดนุชากล่าว
ทั้งนี้การปรับวิธีจัดทำ MPI จึงถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการยกระดับสถิติภาคอุตสาหกรรมของไทยให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยให้ข้อมูลการผลิตสามารถสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงได้แม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับภาครัฐในการกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป



